รุ่งสาง ณ เมืองอตอมอส อาณาจักรเอลลาส อีกมิติหนึ่ง

โกลาหล..

สภาพของเมืองหลวงอันเดิมเคยเป็นสถานที่อันเกรียงไกรและงดงามที่สุดในอาณาจักร ปัจจุบันกำลังลุกเป็นเปลวเพลิง แม้ศึกป้องกันหัวเมืองกับกองทหารอาณาจักรอีซานจะจบสิ้นแล้วแต่ก็ยังคงมีจำนวนประชาชนบริสุทธิ์และทหาร อัศวินมากมายถูกพาตัวไปรักษาจากอาการบาดเจ็บอยู่เรื่อยไปอันเกิดจากเปลวเพลิงและเศษซากปรักหักพังบางส่วนภายในตัวเมือง แม้ผู้คนจำนวนหนึ่งต่างพากันขอบคุณพระเจ้าที่กุมชัยมาได้ แต่จำนวนคนบาดเจ็บและเสียชีวิตหลักร้อยนั้นก็ยังสร้างความโกลาหลได้ระดับหนึ่งภายในตัวเมืองหลวงแห่งนี้

ทว่าแม้จะสามารถเอาชนะในศึกคราวนี้ได้แต่ชัยครั้งนี้นั้นหาได้เป็นของอาณาจักรเอลลาส แต่เป็นของ “ยูเอ็น” หรือ “สหประชาชาติ” ต่างหาก เพราะปราศจากกำลังเสริมของพวกเขานั้น เมืองหลวงแห่งนี้อาจเสียหายไปกว่าครึ่งแล้วก็ได้จากความแข็งแกร่งแห่งกองกำลังไร้พ่ายเช่นกองกำลัง “เอสเอส” พร้อมอาวุธปริศนานาม “ปืนไรเฟิล” ของพวกเขานั่นเอง

หากจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือที่เมืองอตอมอสแห่งนี้ยังรอดมาได้หลังสนธยาคราวนั้นไป คงเป็นเพราะ พระเจ้าประทานโชคมา ก็เป็นได้ และเพียงแค่ข้อเท็จจริงนั้นก็มากพอที่จะบดบังข้อเท็จจริงอื่น ๆ ทำให้พวกเขาหลงลืมคำถามสำคัญไปว่า “เหตุใดกองกำลังสหประชาชาติจึงมียุทโธปกรณ์รูปร่างคล้ายคลึงกับอาณาจักรอีซานได้ล่ะ?” 

“ที่เรารอดมาได้คราวนี้นี่.. เป็นเพราะปาฏิหาริย์อย่างแท้จริงเลยนะเนี่ย..”

ข้อเท็จจริงนี้ได้ถูกเปล่งออกมาโดยเด็กสาวดวงตาข้างเดียวซึ่งกำลังจรดสายตามองดูจากเบื้องบนกำแพงเมืองจรดสู่ผืนด้านล่าง ภาพของหลุมบนพื้นนับสิบจุดพร้อมกับควันเปลวเพลิงลอยขึ้นมาจนสุดเหนือหัว อันเกิดจากแรงระเบิดการปะทะกันระหว่าง “มังกรเหล็ก” ของกองกำลังสหประชาชาติและกองกำลังเอสเอส อีกทั้งยังมีร่องรอยของจุดดำ ๆ หลายร้อยจุดฝังทั่งพื้นดินอันเกิดจากกระสุนปืน และร่องรอยของเลือดและเศษเนื้อของเหล่าทหารข้าศึกยังคงกระจัดกระจายอยู่ไปทั่วจำนวนหนึ่ง

หากนี่เป็นเด็กสาวในอดีต นางอาจคลื่นไส้และพลันเผลออาเจียนออกมาแล้วก็ได้จากความกลัวกับภาพเบื้องหน้า หนักที่สุดคงจะสลบเหมือดเป็นลมไปเลยก็ได้ เนื่องด้วยนางในตอนนั้นหาได้เห็นซากศพเป็นประจำทุก ๆ วันดังเช่นวันนี้แต่อย่างใด

“นี่มัน.. การสังหารหมู่ชัด ๆ” เด็กสาวเอ่ยกล่าวขึ้นต่อเมื่อนึกถึงความจริงเช่นนั้น อีกทั้งแม้นางจะไม่ได้เห็นภาพการปะทะกันโดยตรง แต่เสียงของปืนและระเบิดอันดังสนั่นเขย่าไปทั่วบริเวณใกล้เคียงนั้นก็มากพอที่จะสื่อได้ว่าตรงนั้นคงโกลาหลมากเป็นแน่แท้

เพียงแค่นึกภาพของตนเบื้องหน้าแรงปะทะเช่นนี้ เด็กสาวผู้เป็นถึงราชินีแห่งอาณาจักรถึงกับร่างกายสั่นครือไปทั้งตัวด้วยความหวาดหวั่น มือทั้งสองกอดอกพลางนึกคิดถึงชะตากรรมอันโหดร้ายซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากกองกำลังของกลุ่มคณะทูตที่บอกกับนางว่า “มาจากต่างโลก” นั่น

พอมานึกดูดี ๆ แล้ว ในสภาพการสงครามเช่นนี้ อาวุธแปลกตาที่ดูล้ำหน้าเกินยุคสมัย ณ ปัจจุบันของพวกเขาและกองกำลังเอสเอส ก็คงมากพอที่จะเป็นหลักฐานให้กับพวกทูตเหล่านั้นว่า “มาจากต่างโลก” จริง ๆ ก็ว่าได้ แต่หากเป็นเช่นนั้นก็คงสื่อหมายความได้อีกทีหนึ่งว่า.. อาณาจักรอีซานก็มีกลุ่มคนที่มาจาก “อีกโลกหนึ่ง” เช่นเดียวกันก็เป็นได้

“สงครามครั้งนี้.. มันชักจะเริ่มซับซ้อนมากเกินไปแล้วนะ”

ไม่ใช่แค่เรื่องอันช่างน่าสับสนและวุ่นวายของ “อีกโลกหนึ่ง” นี่เท่านั้นที่ทำให้ราชินีแห่งเอลลาสคิดว่าสงครามนี้นั้นมัน “ซับซ้อน” กว่าสงครามไหน ๆ.. มันยังมีเรื่องของแผนปริศนาของแม่มดรีอา แม้แต่กษัตริย์แห่งอีซานคนแรกเช่น ไคลล์ เมนเซล ยังหวาดกลัวและเข้ามาขอร้องถึงเบื้องหน้าบัลลังก์ของนางโดยตรง มิหนำซ้ำยังมีเอี่ยวเกี่ยวข้องกับผู้นำของพวกปีศาจเช่น อาชเกอร์ อีกทีหนึ่งด้วย

ณ ปัจจุบันนั้นแทบทุก ๆ หมากของอาณาจักรอีซานในสงครามครั้งนี้นั้นเต็มไปด้วยปริศนามากมาย และมีความเป็นไปได้สูงว่าพวกมันกำลังเตรียมการหมากที่ทรงพลังที่สุดสำหรับสงครามครั้งนี้อยู่เป็น ไพ่ตาย ก็เป็นได้ ในขณะที่อาณาจักรเอลลาสของเด็กสาวนั้น หาได้มีอะไรนอกไปกว่า กำลังเสริมของอาณาจักรโบเรเนียและกองกำลังของ สหประชาชาติ ที่หนุนหลังอยู่เท่านั้นเอง ซึ่งพวกนางยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำไปว่า กองกำลัง สหประชาชาติ นี้นั้นจะหนุนหลังอาณาจักรเอลลาสตลอดจนสงครามหรือเปล่าด้วยซ้ำไป

แล้วตอนนี้ ผู้เป็นดั่งราชินีแห่งเอลลาส.. ”นาระ เมอร์ซิอ้อส” จะเดินหมากต่อไปเช่นไรดีล่ะ?

เด็กสาวครุ่นคิดคำถามนี้อยู่ภายในใจ ในขณะที่จดจ้องมองสมรภูมิรบโดยไร้ซึ่งวาจาใด ๆ เปล่งออกมาจากปากอีก

ก่อนที่ไม่กี่นาทีถัดมา นางจึงค่อย ๆ ก้าวขาทั้งสองเดินลงมาจากกำแพงเมืองเพื่อทำตามสิ่งที่สมองประมวลคำตอบออกมา

“ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่พวกเราคิดจริง ๆ สินะครับ” ในอีกด้านหนึ่งนั้นเอง ชายวัยยี่สิบต้น ๆ ที่นั่งอยู่ภายในห้องพักของตนนั้นกล่าวขึ้นกับชายอีกคนหนึ่งภายในห้อง
“นี่มันบ้าชัด ๆ” ชายอีกคนหนึ่งตอบกลับไป เขามีอายุวัยที่สูงกว่า ราวประมาณสามสิบย่างเข้าสี่สิบปี นอกจากนี้ยังมีร่างกายใหญ่กว่า แม้จะมิได้ขนาดกำยำก็ตาม เนื่องด้วยชายวัยยี่สิบก่อนหน้ามีสภาพร่างกายผอมแห้งราวเด็กมัธยมเสียมากกว่า
“ถ้าพวกคนในอีกด้านหนึ่งรู้เข้าล่ะก็.. ได้เป็นบ้าตายก่อนสงครามชิงน้ำมันอีกแน่” เขาเสริมขึ้นต่อพร้อมกับพูดถึงโลกที่พวกเขาจากมา ก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าไปลึก ๆ และเงียบลงไปเพียงช่วงวินาทีหนึ่ง ก่อนจะกล่าวถามขึ้นต่ออย่างใจเย็น

“แล้วจะเอาอย่างไรต่อดีล่ะ? เดวิด

ชายวัยยี่สิบที่ถูกเรียกว่าเดวิดเมื่อได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยอกเหนื่อยใจพอ ๆ กัน ก่อนที่มือชวาของเขาจะคว้าแก้วน้ำเบื้องหน้าบนโต๊ะเล็ก ๆภายในห้อง แล้วซดดื่มไปในคราวเดียวจนหมดแก้วด้วยความกระหาย พลางคว้าน้ำแข็งมาประคบหน้าผากซึ่งมีรอยแผลฟกช้ำอยู่เล็กน้อยจากการต่อสู้ปะทะกับกองกำลังเอสเอสก่อนหน้านี้ไม่ถึงสิบชั่วโมงก่อน

“ผมก็หมดปัญญาพอ ๆ กับคุณเจค็อบน่ะแหละ” ชายนามเดวิดตอบกลับด้วยวาจาสุภาพและมีท่าทางกลุ้มกังวลพอ ๆ กันกับชายวัยสามสิบนาม ”เจค็อบ อูซี่” ผู้ซึ่งเป็นทหารอารักขาของ ”เดวิด วินสตัน” มาตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน
“นั่นสินะ..” เจค็อบที่ได้ยินเช่นนั้นจึงตอบกลับไปดังที่ใจนึกคิด พลางแหงนสายตามองขึ้นเพดาน
“ใครจะไปตั้งรับกับเรื่องที่ว่า 'กองกำลังนาซีหนีมาตั้งรากฐานในอีกโลกหนึ่ง' ทันในคราวเดียวล่ะ?” เขาเสริมต่อด้วยประโยคยาว ๆ ราวกับประชดประชันตนเองและทหารคนอื่น ๆ ในตราของสหประชาชาติ ณ เมืองอตอมอสแห่งนี้

“ก็ถึงว่า ชื่ออาณาจักร 'อีซาน' .. น่าตลกดีเหมือนกันนะครับ” 
“นั่นสินะ” เดวิดและเจค็อบรับมุกตลกกันเล็กน้อยก่อนจะมีเสียงหัวเราะฝืด ๆ ตามมาชั่วขณะจากปากทั้งสอง แม้ว่าในหัวของทั้งสองจะยังคงกลุ้มกังวลและเต็มไปด้วยความจริงจังมากเพียงใดก็ตามที

ก็อก ก็อก
“นี่พวกข้าเอง เสตลล่ากับวีนัส”

เมื่อนั้นจึงมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของหญิงสาวอันคุ้นเคยไม่ห่างเหินของ ”เสตลล่า อตอมอส ริห์ม” ทายาสตระกูลคนสุดท้ายของตระกูล “ริห์ม” อันลือลั่นนั่นเอง โดยเมื่อคืนก่อนพวกเดวิดได้ให้มีทหารอารักขาแอบตามดูพวกนางทั้งสองแล้ว ซึ่งทั้งสองก็ปลอดภัยดีมาตลอดจึงมิได้เป็นห่วงอะไรมากมายนัก

พลันทันใดนั้นที่ได้ยินว่าสุภาพสตรีทั้งสองยืนโผล่อยู่หน้าประตูห้อง ตัวเดวิดและเจค็อบจึงพลันลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งสองจะส่งสายตาสนทนาผ่านการจดจ้องมองกัน โดยผลสรุปคือผู้ที่เดินไปเปิดประตูเป็นเจค็อบนั่นเอง

“เป็นอย่างไรบ้างครับ ท่านสุภาพสตรีทั้งหลาย” เจค็อบเปิดประตูเข้ามาและทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพมาดเรียบร้อยจนน่าขบขันอย่างตั้งใจ เมื่อนั้นสตรีผมสีฟ้านามเสตลล่าซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าจึงหัวเราะออกมาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนจะเปิดปากพูดต่อ
“สบายดีค่ะคุณสุดหล่อ.. แล้วทางนั้นล่ะเป็นไงบ้าง?” ตัวเสตลล่าถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพกลับตามราวล้อเลียนเจค็อบอย่างเป็นมิตร ก่อนจะเสริมต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังกว่าเดิมขึ้นเล็กน้อย
“แผลพวกนั้นคงไม่ได้ร้ายแรงหรอกใช่มั้ย?”

เสตลล่าส่งสายตาไปทางเดวิดซึ่งมีรอยฟกช้ำสีแดงเลือดอยู๋บริเวณขมับหน้าผากของเขา เช่นเดียวกับผ้าพันแผลที่ขาข้างซ้ายของเขาซึ่งเกิดจากกระสุนปืนยิงเข้าใส่ทะลุผ่าน ทว่าด้วยพลัง “เฟม” ที่เดวิดถือครอง.. “เฟมแห่งเปลวเพลิง” ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่มันทำให้บาดแผลเล็ก ๆ น้อยสมานเองได้ด้วยเวลาประมาณห้าถึงหกชั่วโมง มันจึงมิได้ร้ายแรงอะไรมากสำหรับเดวิดในขณะนี้และสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้พยุงแต่อย่างใด

“พวกผมไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้เจ็บอะไรมากอยู่แล้ว” เดวิดพูดให้หายห่วงพลางใช้มือของเขาจับขาของตนเองเล็กน้อย ทว่าเมื่อนั้นเองเขาเหลือบเห็นสายตาของสาวเอล์ฟที่ตนรู้จักเป็นอย่างดีจึงพลันเสริมขึ้นต่อด้วยรอยยิ้ม
“เดี๋ยวร่างกายผมก็สมานแผลเองน่ะแหละ” เขาพูดขึ้นมาก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนให้ทั้งสองสาวประจักษ์เห็น ซึ่งตัวเดวิดสามารถยืนได้โดยไม่ต้องใช้อะไรประคองเลย ทว่าไม่นานเขาก็ทิ้งตัวกลับไปนั่งดังเดิม
“แต่มันก็ยังเจ็บอยู่ใช่มั้ยล่ะ?.. วันหลังก็อย่าฝืนสิ” สาวเอล์ฟผมสีน้ำตาลค่อย ๆ เดินเข้ามาภายในห้องก่อนจะพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วงพลางเข้าไปดูบาดแผลของเดวิด ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสหายคนสำคัญของนาง

สิ่งที่ทำให้มันดูน่าขันในสายตาของเดวิดหลังจากได้ยินวาจาเช่นนั้นคือ ประโยคนั่นออกมาจากหญิงสาวผู้มีพลังที่สามารถกลับมาจากความตายในฐานะ “วีรชนในอดีต” ได้ เขาเห็นนางกลายเป็นมารดาของเสตลล่า เห็นนางกลายเป็นนักธนูมือหนึ่งแห่งทวีปไอเนียร์ เห็นนางกลายเป็นราชินีแห่งอาณาจักรโบเรเนีย และนั่นก็หมายความว่าเขาเห็นหญิงสาวที่เขา “รัก” ต้องตายไปนับหลายต่อหลายครั้งแล้ว เห็นเธอต้องเหยียบเข้าเส้นกั้นระหว่างคนเป็นและคนตายมาแล้ว เห็นร่างอันดูน่ารักผ่องใสต้องกลายเป็นศพเปื้อนเลือดมาแล้วมากกว่าครั้งเดียว.. คำว่า “อย่าฝืน” นั้น ดูเหมาะกับเอล์ฟสาวคนนี้มากกว่าตัวเขาเองเสียอีกนะ.. เดวิดคิดขึ้นใจอย่างรวดเร็วชั่วขณะก่อนที่จะตอบคำเตือนอันเป็นห่วงของนางโดยทันที

“จะพยายามแล้วกันนะ” เขาตอบกลับไปก่อนจะเสริมต่อเล็กน้อยสั้น ๆ
“เธอก็ด้วย วีนัส.. อย่าฝืนตัวล่ะ”
“น- แน่นอน” เอล์ฟสาวนามวีนัสที่พึ่งรู้สึกตัวว่าตนเข้าใกล้เดวิดมากเกินไปจึงหน้าแดงก่ำเล็กน้อยก่อนจะขยับถอยรัศมีออกมาเล็กน้อยพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเขินอาย

“แต่ก็ไม่น่าแปลกหรอกนะที่จะเจ็บตัวขนาดนี้ ก็เข้าไปลุยกับหน่วยทหารหนึ่งหน่วยเต็ม ๆ เลยนี่นา” 
“เจ็บกลับมาแค่นี้ถือว่าเก่งแล้วล่ะ” เจค็อบที่ฟังอยู่ห่าง ๆ ก็พูดแทรกขึ้นเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มภูมิใจเบา ๆ
“ถึงจะจริงก็เถอะ แต่ก็อย่างที่วีนัสบอกน่ะ อย่าฝืนตัวอีกแล้วกัน” เสตลล่าพูดแทรกต่ออีกรายหนึ่งด้วยน้ำเสียงเงียบขรึมและเป็นห่วงอย่างบอกไม่ถูก แม้จะไม่ได้ขนาดออกตัวแรง ๆ แบบสีนัส แต่อิทธิพลจากคำพูดของนางก็ทำให้เดวิดเผลอกลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อย ก่อนที่ตัวเสตลล่าจะทำสีหน้าเหมือนพึ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะพูดต่อ

“และก็ที่พวกข้ามาที่นี่.. คือท่านราชินีขอเรียกพบตัวเจ้าเป็นการส่วนตัวน่ะ” เสตลล่าเบะปากพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มก่อนจะเสริมต่อด้วยวาจากลั่นแกล้ง
“เจ้าคงไม่ได้ไปจีบเด็กสาวผู้น่ารักคนนั้นเข้าใช่มั้ย เดวิด”
“ไม่มีทางหรอก ท่านเสตลล่า ผมเป็นสุภาพบุรุษ และไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นกับเด็กตัวน้อยเป็นอันขาด”

“อย่าไปบอกราชินีนาระอย่างนั้นแล้วกัน ถ้าไม่อยากเห็นนางของขึ้นล่ะนะ”
“จะเก็บไว้เป็นคำแนะนำแล้วกันครับ” ทั้งสองส่งเสียวหัวเราะเฮฮาฝืด ๆ ขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะกลายเป็นความเงียบที่ดูน่าอึดอัดชั่วขณะภายในห้องเล็ก ๆ ห้องนี้

“ถ้าอย่างนั้น.. ตัวผมขอตัวเลยแล้วกันนะครับ”
“เดี๋ยวข้าไปกับเจ้าเอง” ตัววีนัสกล่าวขึ้นต่อหลังจากเห็นเดวิดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้
“.. เชิญตามมาเลยครับ” เดวิดที่เห็นท่าทางวีนัสดูขยันขันแข็งดังนั้นก็มิได้เอะใจอะไร ตัวเขาจึงตอบกลับสั้น ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

ตัวเจค็อบเห็นดังนั้นก็กำลังจะเดินตามไปด้วย ทว่าเมื่อนั้นเสตลล่าค่อย ๆ หันหน้ามองออกไปนอกห้องพร้อมใช้มือค้ำยันไม่ให้เจค็อบเดินตามไป พลางมองดูว่าเดวิดเดินออกห่างจากประตูห้องพอสมควรหรือยัง.. ในขณะที่เจค็อบยังคงครุ่นสงสัยถึงกิริยาของสเตลล่าดังนั้นอยู่นั้นเอง ตัวหญิงสาวผมสีฟ้าที่ยืนยันแล้วว่าเดวิดอยู่ในระยะพอสมควรแล้วจึงปิดประตูลงไปก่อนจะเอ่ยขึ้นตามด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง

“ขอคุยก่อนได้มั้ย?” นางกล่าวขึ้นมา ตัวเจค็อบที่ได้ยินเช่นนั้นแล้วรู้สึกสงสัยคาใจเล็กน้อยจึงเอ่ยต่อกลับไป
“แน่นอนว่าได้ครับท่านหญิง.. แต่ขอถามได้มั้ยว่าทำไมถึงอยากจะพูดกับข้า มิใช่กับเจ้าหนูเดวิดนั่นล่ะ?”
“เพราะเรื่องที่เราจะพูดเป็นเรื่องของตัว 'เดวิด' นั่นไงล่ะ” ทั้งสองพูดจาถามตอบใส่กันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทั้งคู่จะค่อย ๆ นั่งลงไปบนเก้าอี้คนละตัวตรงข้ามกันและกัน พร้อมกับเสตลล่าเป็นฝ่ายเปิดปากเปล่งวาจาก่อน

“เห็นใช่มั้ยว่าเขาเปลี่ยนไปน่ะ”
“แน่นอน.. แม้แต่คนตาบอดยังเห็นเลย” ตัวเจค็อบเอ่ยตอบคำถามอันสั้นจากปากสตรีคนนั้นไปโดยพลัน
“จากเด็กเนิร์ดกลายเป็นทหารลุยศึก.. ผมว่าอย่างน้อยก็ต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงสักสองถึงสามจุดนั่นแหละ” เจค็อบชี้เสริมต่อถึงความเปลี่ยนแปลงของ “เดวิด วินสตัน” ในช่วงเวลาสามปีี่ผ่านมานี้ ก่อนที่เสตลล่าจะตอบรับเห็นด้วยพร้อมรอยยิ้มมุมปากเบา ๆ “นั่นสินะ”

“ประเด็นคือข้าเป็นห่วงว่า.. พัฒนาการของเขาจะค่อย ๆ ตรงไปในเส้นทางที่.. อันตรายน่ะ” เสตลล่ากล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบาด้วยสีหน้ากลุ้มกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด ตัวเจค็อบที่เห็นดังนั้นจึงเกิดความสงสัยและถามต่อ
“ผมว่า.. การที่เขาป้องกันตัวเองได้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีแล้วไม่ใช่เหรอ? ท่านกำลังหมายถึงอะไรเหรอครับ?” เจค็อบไม่เห็นถึงข้อเสียในเรื่องนี้แต่อย่างใด
“มันก็ใช่อยู่แหละ.. แต่คนแบบเดวิดน่ะ พยายามทำตัวให้มีประโยชน์ที่สุดตลอด.. เอาง่าย ๆ ก็คือฝืนตัวเองตลอดนั่นแหละ”
“ขนาดพึ่งมาถึงได้ไม่นานเช่นตอนนี้ยังออกไปลุยแนวหน้าตัวคนเดียวเลย.. ในอนาคตจะทำอะไรอีก ตัวข้าก็เดาไม่ออกเลย” เสตลล่าอธิบายถึงสิ่งที่ทำให้นางกลุ้มกังวลใจเกี่ยวกับตัวเดวิด

“คนบ้า ๆ พรรค์นั้นน่ะ.. สักวันคงไม่พ้นความคิดอะไรโง่ ๆ อย่างการสละชีวิตเพื่อปกป้องชีวิตแน่.. ข้าไม่เห็นว่ามันจะมีข้อดีอะไรของมันเลย โดยเฉพาะกับคนที่เขารัก.. คิดว่าพอคน ๆ นั้นรอดมาได้ เขาจะดีใจเหรอที่เห็นตัวเองตายแทนน่ะ?.. ข้าว่า.. คน ๆ นั้นก็คงอยากจะตายแทนไม่ต่างกันหรอก เพราะไม่มีใครที่ไหน.. อยากเห็นคนที่เรารักตายต่อหน้าอยู่แล้ว.. ยิ่งเป็นเพราะตัว...”
“.....”

เสตลล่ากล่าวอธิบายความในใจขึ้นต่อ ทว่าในขณะที่ปากตอนเริ่มขยับกล่าววาจาช้าลงพร้อมเสียงหายใจหืดหาด น้ำตาอันใสแวววาวก็เริ่มไหลรินหยดลงจากดวงเนตรสีทองทั้งสองดวงของนาง จากการที่วาจาของนางบังเอิญไปใกล้เคียงกับบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่นางรู้จักและเคารพมากที่สุดในชีวิตเข้าคนหนึ่ง.. ในขณะที่เจค็อบที่นั่งฟังอยู่เมื่อเห็นกิริยาท่าทางอันเปลี่ยนไปของเสตลล่าดังนั้นจึงพลันรีบเดินไปคว้ากระดาษทิชชู่มาและมอบให้กับสตรีสาวผู้นั้น

“ตัวผมเข้าใจแล้วว่าท่านกลุ้มเรื่องอะไร” ตัวเขาที่เข้าใจสิ่งที่สตรีผู้นี้ต้องการจะสื่อแล้วก็ตอบกลับด้วยความเคารพ
“แต่ผมว่าแค่พูดเตือนเขา เขาคงไม่ฟังหรอก..” 
“ตอนนี้คงทำได้แค่คอยเฝ้ามองดูอย่างใจเย็นเท่านั้นแหละครับ..” ตัวเจค็อบอธิบายต่อด้วยท่าทางแสดงความกลุ้มกังวลเล็ก ๆ น้อย

“นั่นสินะ..” สตรีคนนั้นกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มโล่งอกเบา ๆ ที่เจค็อบก็เข้าใจแล้วเช่นกันในขณะที่มือยังคงกุมกระดาษปาดน้ำตาของตนอยู่
“ในช่วงที่ข้าไม่อยู่ก็..”
“ฝากดูแลเขาแทนข้าด้วยแล้วกัน..”  เสตลล่ากล่าวขึ้น ทว่าวาจาของนางกลับดูเน้นย้ำไปที่ประโยคอย่างหลังเสียมากกว่า

“..?” เจค็อบที่ได้ยินดังนั้นจึงเอะใจสงสัยในความหมายเล็กน้อย
“หมายความว่าอย่างไรเหรอครับ?” เขาถามต่อ

“..ก็.. ข้าไม่รู้หรอกนะว่าทำไมเจ้านั่นถึงไม่กำเริบในโลกของพวกเจ้าน่ะ แต่พอข้ากลับมามันก็เริ่มกลับมากำเริบแล้วล่ะ..”
คำสาปน่ะ.. มันกลับมาหาข้าแล้ว” ทันใดนั้นเองร่างของเสตลล่าจึงพลันล้มลงมาจากเก้าอี้ไม้ตัวนั้น

ณ ห้องโถงบัลลังก์ เมืองหลวงอตอมอส อาณาจักรเอลลาส อีกมิติหนึ่ง



“ยินดีที่ได้เข้าเฝ้าครับ ท่านฝ่าบาท..”
“ไม่ทราบว่าท่านต้องการอะไรจากกระหม่อมเหรอพะยะค่ะ?”

ตัวเดวิดซึ่งคุกเข่าอยู่กลางห้องบัลลังก์ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยไม้อย่างประณีตและมอบกลิ่นอายของอายุความเก่าแก่กว่าหลายพันปีได้อย่างมากมายเอ่อล้นไปทั่ว เบื้องหน้าของเขาคือเด็กสาววัยสิบแปดผมสีทราย ผู้ซึ่งมิใช่ใครอื่นนอกเสียจากราชินีแห่งอาณาจักรเอลลาส นาระ เมอร์ซิอ้อสนั่นเอง

“เหล่าอัศวิน.. พวกเจ้าออกไปก่อนเถอะ”

นาระที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นสำหรับเด็กสาว เมื่อนั้นอัศวินถือโล่นับสิบชีวิตซึ่งประจำอยู่ตามเสาค้ำต่าง ๆ ภายในห้องก็ค่อย ๆ ทยอยเดินเข้าไปในเงามืดและออกจากห้องไปอย่างเชื่องช้าและแผ่วเบา ในขณะที่นาระ เดวิด และเอล์ฟสาววีนัสยังคงหลงเหลืออยู่ภายในห้องโถงอันกว้างใหญ่แห่งนี้

เมื่ออัศวินทุกนายได้ออกจากห้องไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อนั้นเองนาระจึงอ้าปากเอ่ยขึ้นต่อในขณะที่เดวิดและวีนัสยังคงนั่งเกรงตัวคุกเข่าอยู่ พลางสายตาก้มจรดมองอยู่ที่พื้นตามธรรมเนียมประเพณี

“เงยหน้าขึ้นได้แล้วล่ะ ทั้งสอง” เมื่อวาจาของราชินีวัยสิบแปดดังกระทบเข้าหูของชายหญิงทั้งสอง เมื่อนั้นตัวเดวิดและวีนัสจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนพลางจรดสายตาเข้าหาเด็กสาวบนบัลลังก์หินอ่อน
“ก่อนอื่นเลย.. ตัวข้าต้องขอขอบพระคุณพวกท่านเป็นอย่างมาก ท่านเดวิด และท่านวีนัส”
“หากมิใช่เพราะพวกท่านล่ะก็.. ศึกในเมื่อคืนก่อนคงสร้างความเสียหายกับเมืองอตอมอสของเราไว้มากกว่านี้แน่”

“ขอขอบพระคุณจริง ๆ” ตัวนาระกล่าวขอบคุณขึ้นด้วยวาจายาวเหยียดพลางหันไปมองทั้งตัวเดวิดและวีนัสซึ่งอยู่ห่างกันด้วยระยะประมาณสิบเมตรได้
“ค-.. ครับผม” ตัวเดวิดที่ได้ยินคำขอบคุณอันยาวเหยียดจากราชินีดังนั้นก็แอบประหม่าตอบไม่ถูกเล็กน้อย จึงกลายเป็นว่าเขาตอบกลับคำสั้น ๆ คำเดียวไปแทนอย่างมิได้ตั้งใจ
“ตัวข้าขอถามท่านได้มั้ยคะ ท่านเดวิด” นาระเอ่ยวาจาถามขึ้นมาด้วยท่าทางจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าหาได้ดูเป็นอันตรายแต่อย่างใด คล้ายคลึงกับความใคร่รู้มากกว่าจิตสังหาร

“น-.. อะแฮ่ม..”
“แน่นอนครับท่านฝ่าบาท” ตัวเดวิดส่ายหน้าตั้งสติตนเองเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไปด้วยวาจาปกติดังเดิมและดับความประหม่าในหัวลง
“ข้าอยากจะทราบว่า.. เหตุใดพวกท่านเหล่าคน ต่างโลก จึงไม่ร่วมมือกับอาณาจักรอีซานล่ะคะ?”

“..?”
“เอิ่ม.. ก่อนอื่นตัวกระหม่อมขอทราบสาเหตุที่ตั้งคำถามนั้นได้มั้ยครับ?” เดวิดเอ่ยถามนาระขึ้นเมื่อได้ยินคำถามของราชินีแห่งเอลลาสซึ่งฟังดูน่าสงสัยอย่างบอกไม่ถูกด้วยความที่สายตาที่จดจ้องมาหาเดวิดนั้นดูใครใฝ่รู้มากกว่าเวลาปกติ
“สาเหตุที่ตั้งคำถามเหรอ?..”

“ก็ถ้าไม่นับเรื่องที่ยุทโธปกรณ์ของอาณาจักรอีซานเหนือกว่าเรามาก และน่าจะมีโอกาสชนะสงครามนี้มากกว่าล่ะก็ น่าจะเป็นเพราะ..”
“ยุทโธปกรณ์ของพวกท่านเหล่าคณะยูเอ็น และพวกทหารของอาณาจักรอีซานนั้นมีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมากเลยล่ะนะ” ตัวนาระอธิบายถึงสาเหตุขึ้นมาก่อนจะค่อย ๆ เอนตัวออกมาจากบัลลังก์เล็กน้อยและถามขึ้นต่อ
“จึงอยากจะทราบว่าพวกท่านมีความเกี่ยวข้องอะไรกันหรือเปล่าด้วยล่ะนะ” เสียงอันฟังดูเย็นยะเยือกเพียงเล็กน้อยจากลำคอของนาระนั่น ทำให้ตัววีนัสแอบเกร็งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเดียวกับเดวิดที่รู้สึกเสียวสันหลังไปครู่หนึ่ง

“... อย่างนั้นเองหรอกหรือครับ..” เดวิดที่เข้าใจถึงสาเหตุที่เอ่ยถามแล้วจึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ

หากเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากให้คนในโลกแห่งนี้รู้เข้าถึงความจริงนั้น ไม่อยากให้พวกคนในเอลลาสต้องมารู้เข้าว่าสงครามในครั้งนี้ อาจมิใช่เพียงแค่สงครามระหว่างอาณาจักรเอลลาส และอาณาจักรอีซาน.. แต่เกี่ยวโยงกับสงครามอันรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกและพรากชีวิตมานับล้านในนาม “สงครามโลกครั้งที่สอง” ซึ่งได้จบสิ้นไปแล้วเมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีก่อนได้

หากพวกคนในเอลลาสได้ยินเข้า คงจะสร้างความตื่นตระหนกได้ระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม.. เอาเข้าจริง หากเป็นคนในโลกของเราคงจะตื่นตระหนกและหมดสติลงกันเป็นถ้วนหน้าหากได้ยินถึงข้อเท็จจริงนี้เข้า.. 'เอาเถอะ.. อย่างไรก็ต้องบอกสักวันอยู่แล้วนี่นา' ตัวผมคิดขึ้นในใจพลางประมวลคำพูดที่จะตอบกลับราชินีไป

“ก็.. นี่มันยังเป็นแค่ทฤษฎีล่ะนะครับ.. แต่เราคิดว่าอาณาจักรอีซานคงได้พันธมิตรคนหนึ่งไป.. ซึ่งเคยเป็นศัตรูกับพวกเราเมื่อประมาณร้อยปีก่อนน่ะครับ”
“.. พวกเขาอาจจะเปิดประตูมิติได้โดยบังเอิญเช่นเดียวกับเรา และเข้ามาตั้งถิ่นฐานในคราวสงครามในโลกของพวกเรา.. และไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม ดูเหมือนตอนนี้พวกเขาจะบูชาผู้นำสงครามในครั้งนั้นแล้ว.. จากข้อมูลของผมตอนนี้พวกเขาบูชาลัทธินาซี โดยในลัทธินั้นมี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เป็นดั่งพระเจ้าสินะครับ?” ตัวเดวิดอธิบายขึ้นพร้อมกับสันนิษฐานทุก ๆ อย่างขึ้นมาในหัวของเขา

“เราก็เคยได้ยินเรื่องของ นาซี เหมือนกัน.. และก็ยังมีกองกำลัง เอสเอส เสียด้วย-..”
“ซึ่งทุก ๆ อย่างที่ท่านบอกมา.. ล้วนแล้วมีตัวตนอยู่ในโลกของผมครับ.. ” เดวิดพูดขัดราชินีขึ้นมาเล็กน้อยโดยพลันอย่างไม่ตั้งใจก่อนจะพลันขอโทษไปในทันที

“อ่ะ.. ขอประทานอภัยครับ-”
“ไม่เป็นไรหรอก ว่าต่อเถอะ ท่านเดวิด” ราชินีนาระตอบขัดเดวิดกลับอย่างไม่ถือวิสาสะใด ๆ ก่อนจะขอให้เดวิดอธิบายต่อ สายตาของนางดูใคร่รู้ไม่ต่างจากเดิมแต่มีรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายราวกับเด็กสาวกำลังฟังเรื่องเล่าจากพ่อแม่อยู่อะไรอย่างนั้น

“เอาง่าย ๆ คือพวกเขาเป็นศัตรูตัวฉกาจกับพวกผมเลยน่ะครับ ต่อให้มาจากโลกเดียวกันก็ตามที อุดมคติของพวกเรานั้นต่างกัน ฉะนั้นการให้ร่วมมือกันนั้นคงจะ.. บ้ามากเลยหากถามผมล่ะนะครับ” ตัวเดวิดพยายามนึกคำที่เหมาะสมที่สุดและตอบท่านราชินีกลับไป
“และก็... ผมติดค้างอะไรหลาย ๆ อย่างกับอาณาจักรเอลลาสล่ะนะครับ.. โดยเฉพาะท่านอเล็กซิส และเมืองเรเวน.. ตัวผมคงได้ฝันร้ายแน่หากไม่ทวงคืนที่แห่งนั้นออกจากน้ำมือของพวกนาซีน่ะ”

ตัวเดวิดอธิบายอีกสาเหตุหนึ่งขึ้นต่อให้ราชินีนาระรับฟังก่อนจะหันหน้าไปมองวีนัสขึ้นเล็กน้อย เมื่อเขาเอ่ยถึงคำว่าเมืองเรเวน.. เขาคงไม่มีวันลืมภาพของแสงสีน้ำเงินเข้าปะทะกับเปลวเพลิงสีแดงฉานของมังกรยักษ์นั่นเด็ดขาด ในฐานะของการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่แห่งผู้กล้า อเล็กซิส ริห์ม และนอกจากนี้ตัวเดวิดคงไม่มีวันลืมคำพูดประโยคนั้นจากปากของวีนัสเด็ดขาดในคราวแรกที่พบกัน.. 'ยินดีต้อนรับสู่เมืองเรเวนค่ะ' นั่น ยังคงเป็นความทรงจำอันสวยงามที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสดู

“นั่นแหละครับ คือเหตุผลของตัวกระหม่อม.. ท่านฝ่าบาท”

ตัวเดวิดกล่าวจบสิ้นสุดคำตอบของเขาแก่นาระผู้ที่ยังคงนั่งอยู่บนบัลลังก์ เมื่อตัวเด็กสาวได้ยินเช่นนั้นจึงนิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่งเล็กน้อยราวกับกำลังประมวลความคิดในหัวของนางอยู่ ก่อนที่นางจะค่อย ๆ เอ่ยปากตอบกลับเดวิดไปด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ น้อย ที่มุมปากของนาง

“ตัวข้าจะเชื่อใจท่านแล้วกัน.. ท่านเดวิด”
“เอาล่ะ ข้าหมดข้อสงสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว.. เรากลับมาเข้าประเด็นกันเถอะ”

เมื่อนั้นเองตัวนาระก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนจากบัลลังก์ของนางและค่อย ๆ เดินลงมาทีละก้าวในขณะที่ปากก็ยังพูดไปเรื่อย ๆ ก่อนที่ตัวราชินีแห่งเอลลาสจะนำมือทั้งสองของนางมาประสานและตบมันออกมาสามทีเป็นจังหวะอย่างไร้สาเหตุหลังจากพูดจนสิ้นประโยคไป ทันใดนั้นเองจึงปรากฏให้เห็นเงาของคนสองคนปรากฏขึ้นมาจากเสาค่ำซึ่งอยู่ระหว่างตัวเดวิดและวีนัสโดยพอดิบพอดี เดวิดและวีนัสที่เห็นดังนั้นก็ตกใจเล็กน้อยก่อนจะเห็นว่าทั้งสองคนที่เดินออกมานั้นเป็นใคร ซึ่งก็คือ เกเบรียล ชารล์ และ สการ์เล็ตต์ ฮิซุเมะ นั่นเอง

“ก่อนหน้านี้ท่านคงนึกได้และระแวงพวกเราสินะครับ... กระหม่อมพอเข้าใจสาเหตุล่ะนะ..” เดวิดกล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางตื่นตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นคนรู้จักทั้งสองซึ่งล้วนแล้วเป็นแม่ทัพคนสนิทของราชินีนาระนั่นเอง
“แต่ข้าเห็นดวงตาของท่านแล้ว.. ข้าจึงเชื่อว่าตัวข้าเชื่อใจท่านได้ ท่านเดวิด.. อีกอย่าง.. ท่านโกหกและเล่นมุกไม่เก่งด้วยนี่” นาระตอบกลับเดวิดไปด้วยรอยยิ้มอารมณ์ขันเล็กน้อย ในขณะที่เกเบรียลและสการ์เล็ตต์จะค่อย ๆ เดินมายืนประกบแนบข้างนาระราวกับผู้คุ้มกันอะไรอย่างนั้น
“นั่นสินะ” วีนัสพูดต่อเบา ๆ พลางมองไปที่เดวิดด้วยรอยยิ้มคล้ายคลึงกัน ตัวเดวิดที่เห็นก็หัวเราะฝืด ๆ ตามออกมาเล็กน้อยพลางส่ายหน้าไปมา

“แล้ว.. ประเด็นที่ท่านเรียกข้ามาคืออะไรล่ะครับ ท่านฝ่าบาท?” ตัวเดวิดที่ยังจำได้ถึงคำว่า ประเด็น ในวาจาไม่นานก่อนหน้านี้จึงย้ำถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“อ้อ.. แน่นอน”

“คือว่าก่อนหน้านี้ท่านพี่เกเบรียลและสการ์เล็ตต์จับตัวสายสืบคนหนึ่งของอีซานได้ในเมืองหลวงแห่งนี้และจัดการทรมานให้คลายความลับออกมาล่ะนะ.. ซึ่งหมอนั่นก็พูดหมดเปลือกเลยแหละ”
“สายสืบคนนั้นบอกว่าได้แจ้งไปยังอาณาจักรอีซานแล้วถึงเรื่องนักโทษคนสำคัญที่เรากำลังลักลอบส่งตัวไปเมืองอื่น.. และตอนนี้คงจะรู้ถึงเรื่องนี้แล้วเสียด้วย ซึ่งหากรู้เข้าแล้วจริง ๆ ล่ะก็.. พวกเราคงได้เหนื่อยเอามากเลยล่ะ เพราะนักโทษคนนั้นเป็นคนที่สำคัญเอามากและเราต้องคุ้มครองไปจนกว่าจะถึงที่หมายล่ะนะ”

“แล้วนักโทษคนนั้นคือใครหรือครับ?” เดวิดเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย หลังจากที่นาระเว้นช่วงเล็กน้อยหลังจากอธิบายยาวเหยียด
“เจ้าคงจะเคยได้ยินชื่อ ไคลล์ เมนเซล ใช่มั้ย?” เมื่อนั้นชายผมสีดำนามเกเบรียลจึงสานเล่าต่อแทนราชินีแห่งเอลลาส
“ไม่มาก.. รู้แค่ว่าเป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งอีซานน่ะ-.. อย่าบอกนะว่า-”

“เขาเข้ามามอบตัวเมื่อไม่นานมานี้กับข้าเอง.. บอกว่าได้ล่วงรู้แผนการสำคัญจากแม่มดรีอามาได้” นาระกลับมาเล่าต่อแทนเกเบรียลด้วยท่าทางไม่ค่อยชอบใจ เมื่อเอ่ยนาม ไคลล์ เมนเซลออกมาจากปากของนาง
“ข้าได้ส่งตัวเขาไปยังเมืองโซเดีย.. ด้วยการคุ้มครองของสองพี่น้องนักรบเวทย์ล่ะนะ ซึ่งพึ่งออกเดินทางไปเมื่อคืนนี้ กว่าจะถึงที่หมายคงจะอีกประมาณสามวันได้.. แต่ด้วยจำนวนคนน้อย ๆ อาจจะถึงก่อนสองราตรีก็ได้”
“แต่ข้าเกรงว่าพวกอาณาจักรอีซานที่มีกองทหารมหาศาลขนาดนั้นพร้อมกับกองหนุนของพวกปีศาจอีก.. คงจะมีอุปสรรคมากมายเกินกว่าพวกนางจะจัดการไหวแน่ล่ะนะ”

“ฝ่าบาทเลยต้องการให้กระหม่อมล่วงตามไปและเตรียมการคุ้มกันให้พวกเขาอีกทีเหรอครับ?” เดวิดคาดการณ์ประโยคต่อไปของราชินีและเอ่ยถามขึ้นด้วยท่าทางครุ่นสงสัย
“ใช่แล้ว.. “ นาระยิ้มขึ้นมาเบา ๆ ก่อนจะถามตัวเดวิดขึ้นต่อเป็นคำสุดท้าย
“สนใจจะรับงานนี้มั้ย? ท่านเดวิด..”

“...” เดวิดที่ได้ยินเช่นนั้นจึงค่อย ๆ หันมามองวีนัสซึ่งก็กำลังจ้องมองมาทีเดวิดอยู่เหมือนกัน

“ไม่ต้องฝืนตัวก็ได้นะ หากเจ้าไม่ไหวน่ะ” สการ์เล็ตต์พูดเตือนขึ้นมาเล็กน้อยให้เดวิดนำไปคิดคำนึงด้วย
“เพราะคราวนี้อาจมีพวกปีศาจ และเวทมนตร์มาสมทบด้วย ซึ่งอันตรายพอ ๆ กับหน่วยเอสเอสเมื่อคืนเลยล่ะ หรืออาจอันตรายมากกว่าก็ได้” สการ์เล็ตต์อธิบายต่อว่าทำไมนางถึงเตือนว่าอย่าฝืนตัว
“คิดให้ดีก่อนแล้วกัน” เกเบรียลเห็นด้วยกับสการ์เล็ตต์ถึงคำเตือนนั่น แม้จะไม่ค่อยชอบหน้าเดวิดก็ตามที

มันจะอันตรายเกินไปหรือเปล่ากันนะ? หากเราเลือกรับงานนี้และนำพาพรรคพวกสหายของเราไป มันจะเป็นการฝืนแรงโดยเปล่าประโยชน์หรือเปล่ากัน? แต่ว่าหากเราไม่รับงานนี้แล้วตัวประกันคนสำคัญอย่างไคลล์ เมนเซลต้องตายลง เอลลาสคงได้เสียเปรียบหนักกว่าเดิมแน่ .. แต่หากว่ามันเป็นแผนลวงมาตั้งแต่แรกล่ะ หากไคลล์ เมนเซลวางแผนที่จะถูกจับมาตั้งแต่แรก แล้วรอให้พวกอีซานจับเขาได้กันล่ะ? คำถามากมายเอ่อล้นเข้ามาในตัวเดวิดที่ยังคงเงียบสนิทพลางจ้องมองไปยังวีนัส

ตัววีนัสเอื้อมมือเข้ามาคว้ามือของผม.. เธอคงต้องการให้ผมตัดสินใจร่วมกับนางล่ะมั้ง.. จะว่าไป แค่ส่งคนไปก็คงจะพอแล้วล่ะมั้ง ส่วนตัวเราก็พักผ่อนอยู่ทีนี่เสียก่อนครู่หนึ่งแล้วค่อยตามไปก็ได้น่ะแหละ-..

“-----ที่หมายคือเมืองโซเดีย----”

เมืองโซเดีย? หากจำไม่ผิดแล้วล่ะก็.. อาร์มันโด้เคยบอกผมเอาไว้เกี่ยวกับเมืองแห่งนี้.. แต่บอกว่าอะไรล่ะ? .. ตัวเดวิดที่คุ้นเคยเหมือนเคยได้ยินชื่อเมืองโซเดียจึงพยายามนึกคิดขึ้นมา

'ดิลเลี่ยน เสียชีวิตแล้วครับ หัวหน้าโยฮันหายตัวไป.. ส่วนท่านอีวาน่าตอนนี้อยู่ในเมืองโซเดียครับ'

ทันใดนั้นตัวเดวิดจึงพลันเอ่ยตอบกลับไปในทันทีทันใด โดยหาได้คิดไตร่ตรองถึงสิ่งใดทันทีที่จำได้ถึงประโยคสั้น ๆ นี้.. ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นได้ แม้แต่ตัวของเขาเองสำหรับเดวิดแล้ว และเขาจะต้องนำหน่วยกองทหารไปเองอย่างแน่แท้พร้อมกับทหารมือดีคนอื่น ๆ เพื่อกลับไปหาหญิงสาวที่เขาคุ้นเคยที่สุด และนั่นก็เป็นเหตุผลที่มากพอแล้ว

“ผมขอรับงานนี้ครับ” พี่อีวาน่า.. ผมจะกลับไปหาพี่แล้วนะ



สองถึงสามชั่วโมงต่อมา หน้าประตูเมืองหลวงอตอมอส อาณาจักรเอลลาส อีกมิติหนึ่ง

“จะส่งพวกเราไปด้วยเหรอ.. แน่ใจนะว่าอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวไหวน่ะ ฝ่า-”
“ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ ท่านพี่เกเบรียล.. ข้าไหวน่า” เกเบรียลและนาระมีการพูดคุยถกเถียงกันเล็กน้อย ก่อนที่ฝ่ายเกเบรียลจะถูกสการ์เล็ตต์ออกมาอย่างน่าขบขัน
“นางดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว เจ้าก็เป็นห่วงนางมากไปนะบางที” สการ์เล็ตต์กล่าวกับเกเบรียลขึ้นด้วยท่าทีสุขุมและใจเย็น ก่อนที่เกเบรียลจะค่อย ๆ สะบัดตัวลุกขึ้นและตอบกลับสการ์เล็ตต์ไป ในขณะที่มือทั้งสองกำลังปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าของตน

“.. แต่-” เกเบรียลกำลังจะพูดโดยใช้เหตุผลแย้งกับสการ์เล็ตต์ ทว่าถูกสการ์เล็ตต์ขัดวาจาเสียก่อนอย่างรวดเร็ว
“แต่ก็เอาเถอะ.. “
“ได้เห็นคนหัวดื้อหัวรั้นอย่างเจ้าเป็นห่วงใครเป็นก็เป็นบุญตาพวกข้าดีเหมือนกันล่ะนะ” สการ์เล็ตต์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มตลกขบขันเล็กน้อย ก่อนจะมองไปที่เกเบรียลด้วยแววตาอันเปี่ยมไปด้วยความสุข เกเบรียลที่เห็นท่าทางและได้ยินวาจาดังนั้นของสการ์เล็ตต์ก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ และพูดต่อกับนาง

“จ-.. เจ้ากำลังล้อเลียนข้าอยู่ใช่มั้ย?” ทันทีที่เกเบรียลกล่าวถามด้วยท่าทางเขินอายเสร็จสการ์เล็ตต์พลันหันหลังเดินกลับไปเก็บข้าวของในทันที
“เฮ้ย สการ์เล็ตต์ อย่าเมินข้าสิ? เจ้ากำลังล้อเลียนข้าอยู่ใช่มั้ย? เฮ้ย จะไปไหนน่ะ!”

ในขณะเดียวกันอีกทางด้านหนึ่ง.. เดวิด เจค็อบ วีนัส และอาร์มันโด้ก็กำลังจัดสัมภาระเตรียมอุปกรณ์ อาวุธต่าง ๆ อยู่เหมือนกัน เช่นเดียวกับกองทหารของคณะ ยูเอ็น ของพวกเขาอีกประมาณยี่สิบกว่าชีวิต เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางตามพวกของนักโทษไคลล์ เมนเซลไป.. สู่เมืองโซเดีย

“เดวิด.. คือเรื่องของเสตลล่าน่ะ.. นางขอพักผ่อนรออยู่ที่เมืองแห่งนี้ก่อนน่ะ” เจค็อบพูดกับเดวิดถึงเรื่องของเสตลล่าในขณะที่เขากำลังเก็บคันธนูอยู่นั่นเอง พร้อมกับสายตาจ้องมองไปหาเดวิดด้วยความกลุ้มกังวลเบา ๆ เกี่ยวกับสตรีคนนั้น

ก่อนหน้านี้เดวิดและเจค็อบได้สนทนากันเล็กน้อยถึงเรื่องอาการของท่านหญิงเสตลล่า 'อตอมอส' ริห์ม.. ซึ่งตัวนางจู่ ๆ ก็ทรุดตัวสลบลงไป เจค็อบจึงพลันพานางไปหาแพทย์พยาบาลในพระราชวังทันที โดยดูเหมือนว่านางจะต้องคำสาปของแม่มดรีอาเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั่นเอง ซึ่งทำให้เธอมีร่างกายที่อ่อนแอเอามากกว่าใคร ๆ และทำให้สุขภาพย่ำแย่เอามากตลอดเวลา..

แม้ที่โลกนั้น นางจะหาได้มีอาการคำสาปใด ๆ เลยจากปากว่า แต่พอมาข้ามมาที่ทวีปโดเรียร์นั้น นางก็ต้องทนฝืนคำสาปมาตั้งหลายเดือนเชียว.. อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่เคยตั้งใจมองก็ได้ และที่ผ่านมาตัวนางก็ฝืนอาการเจ็บป่วยจากคำสาปมาตลอดจนถึงเมืองอตอมอสแห่งนี้นั่นเอง

“ให้นางพักผ่อนไปเถอะ.. แต่ปัดโธ่ ปากว่า 'อย่าฝืนตัว' แต่ตัวเองก็ฝืนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เสตลล่า” เดวิดดูจะอารมณ์เสียเล็กน้อยที่ได้ยินเรื่องนี้เข้า แต่ก็โล่งอกดีแล้วที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไรในปัจจุบัน เมื่อนั้นตัวเดวิดที่เก็บของเสร็จแล้วก็หันไปหาอาร์มันโด้ก่อนจะเรียกหาชายแขนเหล็กคนนั้นขึ้น
“อาร์มันโด้”
“ว่า?”

“นายไม่ต้องไปที่เมืองโซเดียในคราวนี้หรอก.. กลับไปที่ฐานอิกดราซิลกับพวกเฮลิคอปเตอร์เถอะ.. หลังจากนี้พวกเราจะจัดการเอง”
“พักผ่อนเสียหน่อยเถอะ.. ได้ข่าวว่าออกรบคนเดียวมาตั้งสามปีแล้วไม่ใช่เหรอ?” เดวิดกล่าวกับอาร์มันโด้ขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“.. รับทราบครับ... ขอให้โชคดีแล้วกันนะครับ และหากมีปัญหาอะไร ตัวผมจะติดต่อมาหาคุณเองครับ คุณเดวิด”

อาร์มันโด้ที่ได้ยินดังนั้นก็เว้นช่วงเอะใจเล็กน้อย แล้วเขาจึงตอบกลับไปด้วยวาจาสุภาพและแน่นิ่งในไม่กี่วินาทีต่อมา ทันทีที่อาร์มันโด้พูดจบประโยค เขาก็พลันเดินออกไปในทันทีพร้อมกับอาวุธทั้งหลายของเขา ในขณะที่เจค็อบและวีนัสหันหน้ามองตัวเดวิดทั้งคู่อย่างไม่นัดหมายกัน

“คือว่า-.. ” วีนัสเรียกตัวเดวิดขึ้นมาด้วยวาจาอันแผ่วเบา
“.. มีอะไรเหรอ วีนัส?” เดวิดที่เห็นวีนัสเรียกหาตนจึงถามนางขึ้นมาด้วยความสงสัยว่าเรียกตัวเขาด้วยเหตุใด
“อ้อ.. หากวีนัสไม่ไหว จะกลับไปกับอาร์มันโด้ก็ได้นะ-”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เดวิด.. ข้าไหว แต่-.. ”
“แต่อะไรเหรอ วีนัส?”
“.. เปล่า.. ไม่มีอะไร” สุดท้ายวีนัสก็มิได้พูดสิ่งทีนางอยากจะบอกกับเดวิดเลย และทำได้แค่เหลียวตามองดูอย่างเป็นห่วงเงียบ ๆ เท่านั้น

“.. นั้นเหรอ.. เอาเถอะ”
“เอาล่ะ.. ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเถอะ”

ณ ภายในนรก อีกมิติหนึ่ง
เปลวเพลิงอันร้อนระอุปรากฏผุดแทรกออกมาตามรอยแยกของผืนดินสีดำสนิท ท้องฟ้า ก้อนเมฆบนผืนเวหานภาล้วนเป็นสีแดงเลือดปกคลุมไปทั่วอาณัติบริเวณ พร้อมกันเสียงโหยหวนของเหล่าวิญญาณคนตายดังกึกก้องไปทั่วราบกับเสียงลมที่ตีเข้าหูในยามวายุสะบัด.. เบื้องหน้าคือสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ อันเป็นดังคฤหาสน์ของจ้าวแห่งนรกนาม 'ซิน เด มาเร็น ซาเอทัจ' ผู้เป็นบุตรชายเพียงหนึ่งเดียวของจอมมาร มาราอุส นั่นเอง อันซึ่งปัจจุบันได้มีตัวตนอยู่ในเพียงภพภูมิแห่งเดียวนั่นคือ 'นรก' นั่นเอง

แม้จะเป็นดินแดนอันควรจะรกร้างไปด้วยมนุษย์และมีเพียงวิญญาณคนตายหลอกหลอนภายในแดนอเวจีอันร้อนระอุแห่งนี้ แต่กลับกลายเป็นว่ามีสตรีสองคนและชายอีกหนึ่งคนยืนจดจ้องมองสถานที่แห่งนั้นอยู่พลางกล่าวบทสนทนาใส่กันอย่างน่าประหลาด และกล่าวถึงเรื่องอันเป็นไปในโลกด้านบน เหนือยมโลกแห่งนี้

“ดิเซอร์เซี่ยนพึ่งได้ทราบข่าวมาจากโลกด้านบน..” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลดำกล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าท่าทางสุขุมและจริงจังดั่งผู้นำ ทว่าในขณะเดียวกันกลับเต็มไปด้วยความกังวลในสิ่งที่กำลังจะตามมาหลังจากคำพูดของเขา
“พวกเอลลาสเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว.. เห็นว่าข่าวรั่วไหลไปทั่วว่าจับตัวกษัตริย์ไคลล์ เมนเซลได้ และกำลังจะส่งตัวไปยังเมืองโซเดีย” เขากล่าวอธิบายขึ้นมา ก่อนที่ทั้งสองสตรีจะพลันหันไปมองชายคนนี้ในทันทีทันใด

“นี่อย่าบอกนะว่า.. ตอนยัยแก่พูดเมื่อคืนน่ะจะหมายถึงเรื่องนี้?” สตรีผมสั้นเอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทางตกใจเอาพอสมควร
“อาจจะ.. ท่านแม่ หรืออาจมีอะไรมากกว่านั้นก็ได้” ชายหนุ่มเรียกสตรีผมสั้นคนนั้นว่าแม่

เมื่อคืนก่อนนั้น มัตซึอุระ ริกะในสภาพเฒ่าชราปางตายเหมือนจะเห็นนิมิดบางอย่าง.. พวกเขาทั้งสามคนล้วนจำได้ดีพร้อมกับประโยคนั้น 'เขาอยู่ที่เมืองโซเดีย' คือประโยคที่ออกจากปากเฒ่าเสียสติทั้งคืน ซึ่งอาจสื่อได้ถึงความหมายหลายอย่างว่าหมายถึงอะไร หรือว่านางเห็นนิมิดว่าไคลล์ เมนเซลจะไปอยู่ในเมืองโซเดีย? หรือว่ามีใครบางคนที่สำคัญกว่านั้นอยู่ที่เมืองโซเดีย? แล้วหากไม่ใช่ไคลล์ เมนเซลจะเป็นใครล่ะ?

“ต่อให้แค่เป็นแค่ไคลล์ เมนเซลคนเดียว มันก็เรื่องใหญ่มากแล้วล่ะ ซิน.. มาราอุส”

หญิงสาวผมสีน้ำตาลยาวเอ่ยกับทั้งสองชายหญิงขึ้นมาด้วยท่าทางตกใจพอสมควร ทว่าภายใต้สายตาของนางกลับแฝงด้วยความเคียดแค้น ทันทีที่ได้ยินนามของไคลล์ เมนเซล นางกัดฟันของตนเล็กน้อยพลางกล่าวต่อตามสิ่งที่เข้ามาในหัว

“เอาไงดีล่ะ? ไปฆ่ามันมั้ย?”
“อย่าให้ความแค้นครอบงำเจ้า แพทริเซีย.. เพราะมันมีอะไรมากกว่าไคลล์ เมนเซลถูกจับตัวอีก..” ชายนามซินหันกลับมาตอบหญิงสาวผมยาวนามแพทริเซียขึ้นก่อนจะอธิบายต่อโดยทันที
“เขาไม่ได้โดนจับกุมเอง.. แต่มามอบตัวต่างหาก.. เหมือนว่าจะล่วงรู้แผนการของแม่มดรีอาเข้าเลยมามอบตัว”

“รีอา?” แพทริเซียที่ได้ยินนามนั้นถึงกับตกใจมากกว่าเดิม มิหนำซ้ำยังโกรธโทสะกว่าเก่าเสียอีก
“ยัยแม่มดที่ข้าได้ยินมาสินะ..” มาราอุสที่หาได้รู้จักรีอาอย่างถี่ถ้วนจึงเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ กับตนเอง
“ข้าเชื่อว่าพวกอีซานกับปีศาจคงจะไม่ได้มาเอาตัวเขาคืน แต่คงมาฆ่าปิดปากเขาต่างหาก” ซินคาดเดาแผนการของอาณาจักรอีซานเล็กน้อย

“ฉะนั้น ไม่.. เราไม่ควรไปฆ่าไคลล์ เมนเซล.. เราต้องการข้อมูลเกี่ยวกับแม่มดรีอาจากหมอนั่น” ซินอธิบายต่อให้ทั้งสองสตรีฟัง
“แล้วจะให้เราทำอะไรล่ะ-?”
“ไปคุ้มครองเขาเหรอ?” แพทริเซียที่กำลังพูดอยู่นั้นถูกมาราอุสขัดจังหวะแทรกเข้ามา

“ใช่.. แล้วเอาข้อมูลมาจากเขาให้ได้ นั่นคือแผน” ซินพูดขึ้นมาโดยยังรักษามาดของความใจเย็นอยู่ ในขณะที่มาราอุสนั้นท่าทางดูกลุ้มใจและประหม่าอยู่ไม่น้อยพอได้ยินเช่นนี้ ทว่ากลับกันตัวแพทริเซียดูจะโทสะและเกลียดแผนการนี้เอามากจากก้นบึ้งหัวใจ
“ให้ข้าไปคุ้มครองไอชาติชั่วนั่นน่ะเหรอ? แกต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ซิน!” แพทริเซียกล่าวตะคอกกับซินทันทีทันใด
“ใจเย็น ๆ ก่อน แพทริเซีย.. เรื่องนี้มันสำคัญมากนะ”

มาราอุสที่เห็นท่าทีเดือดดาลของแพทริเซียดังนั้นจึงพลันเดินเข้าไปกั้นขัดขวางทันทีทันใดอย่างใจเย็น ซึ่งถือเป็นภาพที่ดูประหลาดตาเอามากพอลองเทียบดูว่าเดิมแล้วมาราอุสเป็นถึง จอมมารผู้สังหารจอมมาร เลยทีเดียวเชียว

“แต่ว่า-”
“เก็บความแค้นของเจ้าไว้ก่อน.. ตอนนี้ทำไปก่อนเถอะ อีกอย่าง เจ้าแค้นรีอาเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ? นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ล่วงรู้แผนการของนางเชียวนะ ทำไมไม่ลองคว้ามันมาดูล่ะ?” มาราอุสพูดอธิบายเกลี้ยกล่อมแพทริเซียที่ยังคงมีความแค้นส่วนตัวกับไคลล์ เมนเซลอยู่

“.. ก-.. ก็ได้” แพทริเซียสุดท้ายก็ยอมสงบสติอารมณ์ของตนและปล่อยคลายอารมณ์โทสะของตนไป
“ก็ตามนั้น..” ซินที่เห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นต่อราวไม่แยแส

“พวกข้าและดิเซอร์เซี่ยนจะดูแลผืนนรกแห่งนี้ให้เอง พวกเจ้าก็ออกไปจัดการเรื่องด้านบนเสียเถิด”
“.. อ่าฮะ”

แพทริเซียที่ได้ยินวาจาจากปากของซินดังนั้นจึงค่อย ๆ แหงนสายตาขึ้นไปมองเหนือหัวของนาง ท้องนภาสีแดงฉานอันค่อย ๆ มีฝนสีเลือดหยดตกลงกระทบลงใบหน้าและร่างกายของนางทีละเล็กทีละน้อย ก่อนที่มาราอุสและซินจะค่อย ๆ แหงนหน้ามองตามขึ้นไป

“เดี๋ยวอีกสักชั่วโมงแล้วกัน..”


แพทริเซียกล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางใจเย็นในขณะที่สายตายังคงจรดมองท้องฝนสีแดงเหนือหัวอยู่โดยไม่กะพริบตา ในขณะที่หัวของตนนึกคิดถึงโลกภายนอก และภาพสถานการณ์ที่อาจกำลังดำเนินเกิดขึ้นอยู่ในผืนแผ่นดินทวีปโดเรียร์แห่งนั้น.. การต่อสู้อะไรกำลังจะมาเยือนกันนะ? พอนึกคิดถึงเรื่องนั้นและเรื่องที่ข่าวนี้รั่วไหลไปทั่วโดเรียร์แล้วนั้น ภาพของกองทหารอีซาน กองกำลังปีศาจ และทหารแห่งเอลลาสกำลังห้ำหั่นกันก็เข้ามาในหัวของนาง แพทริเซียนึกคิดได้เช่นนั้นจึงพลันยิ้มขึ้นจากจิตวิญญาณภายใน นับเป็นเวลาอันยาวนานพอสมควรแล้วที่นางไม่ได้ตื่นเต้นในการต่อสู้เช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่ในคราวที่พี่ปีเตอร์ของนางยังอยู่กระมัง?

“ถึงเวลาออกเรี่ยวออกแรงแล้วสินะ”

ณ เมืองเกนเดล อาณาจักรอีซาน อีกมิติหนึ่ง

“บ้าอะไรนะ!!?” เสียงตะโกนดุด่าดังออกมาจากภายในห้องทำงานแห่งกษัตริย์ทันทีที่เอกสารตัวหนึ่งจบไป
“นี่มันบ้าชัด ๆ!” เสียงนั้นหาได้ออกมาจากใคร นอกเสียจากกษัตริย์องค์ที่สองแห่งอาณาจักรอีซาน เออร์วิน เฟอร์เดริค ฮิมเลอร์ นั่นเอง

ภายในห้องของกษัตริย์นั้นเต็มไปด้วยเอกสารมากมายถูกจัดเรียงวางไว้เป็นกองเป็นกองไปอย่างเป็นระเบียบถี่ถ้วนรอบโต๊ะทำงาน ทว่าบนโต๊ะนั้นกลับเละเทะและมีเอกสารมั่ว ๆ อยู่เต็มไปหมด จากการที่ก่อนหน้านี้ผู้เป็นกษัตริย์จัดการทุบโต๊ะลงไปอย่างรุนแรง ทำให้กองเอกสารระเนระนาดลงมาไปหมด

“ไคลล์ เมนเซลยังมีชีวิตอยู่.. ยัยรีอานั่นทำบ้าอะไรของมันวะ!?” เออร์วินกล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางอารมณ์เสียและเต็มไปด้วยโทสะ เส้นเลือดผุดขึ้นมาจากใบหน้าจากความเครียดของเขา ก่อนจะพลันลุกขึ้นยืนในทันทีทันใด

“ตอนแรกข้าก็ว่ายังทำตามแผนได้อยู่นั่นแหละ.. แต่ตอนนี้.. นี่มันบ้าไปใหญ่แล้ว!”
“อีแม่มดนั่นทำบ้าอะไรของมันวะ! แผนข้าพังหมดแล้วเนี่ย!”
“ไอ*****เอ้ย!”

เออร์วินยังคงอารมณ์เสียไม่หายแม้แต่น้อยในขณะที่ตนนำมือทั้งสองกุมหัวเอาไว้ เมื่อนั้นเอกสารที่เอาอ่านก่อนหน้านี้จึงตกลงไปกับพื้นพร้อมกับคำ ๆ หนึ่งที่โดดเด่นขึ้นมาซึ่งเป็นต้นเหตุของโทสะของเออร์วินนั่นเอง.. 'ไคลล์ เมนเซลยังมีชีวิตอยู่และกำลังถูกพาตัวไปยังเมืองโซเดีย'.. ซึ่งจากก่อนหน้านี้ที่ได้ยินจากแม่มดรีอาว่าไคลล์ เมนเซลล่วงรู้ถึงแผนการลับของนางเข้านั้น จึงไม่แปลกเลยที่จะคิดว่าไคลล์ เมนเซลจะเปิดโปงแผนการนั้นให้กับเอลลาส

แม้เออร์วินจะยังไม่ทราบถึงเนื้อหาของแผนการนั้นก็ตามที แต่มันก็อาจทำให้ฝ่ายอีซานเสียเปรียบเอาได้มากแน่ อีกทั้งหากประชาชน และกองกำลังทหารชั้นต่ำแห่งอีซานล่วงรู้เข้าถึงเรื่องนี้ล่ะก็ พวกเขาคงเสียศรัทธาจากตัวเออร์วินกันหมดและกล่าวหาว่าเขาก่อกบฏชิงครองบัลลังก์แน ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาไม่ทราบถึงเรื่องนี้เลยก็ตามที

แม้จะยังมีโอกาสชนะอยู่แต่มันก็ริบหรี่เอามากหากไคลล์ เมนเซลยังมีชีวิตอยู่.. เมื่อนั้นเองเออร์วินจึงคว้าวิทยุสื่อสารตัวหนึ่งขึ้นมาและพูดขึ้นพลางนำมือข้างซ้ายเช็ดเหงื่อของตนเล็กน้อย

“ได้ยินข้ามั้ย? พลทหาร”
“ครับ ท่านผู้นำ.. มีอะไรให้รับใช้ครับ”
“จะมีนักรบเวทย์สองคนเดินทางไปยังเมืองโซเดียพร้อมกับตัวนักโทษ.. ส่งหน่วยของนายไปทุกนายและจัดการพวกมันให้หมดสิ้นเสีย รวมถึงนักโทษคนนั้นด้วย”

“ตอนนี้เลยเหรอครับ?”
“ตอนนี้” เออร์วินตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแน่นิ่งและเลือดเย็น ทำให้คนที่คุยอยู่กับเออร์วินผ่านวิทยุเผลอเงียบไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไปในทันที
“รับทราบครับ”

ทันทีที่สัญญาณวิทยุดับหายไป ตัวเออร์วินจึงพลันวางมันลงไปกับโต๊ะ ก่อนจะกลับมานั่งลงไปบนเก้าอี้ดังเดิม พลางแหงนสายตามองขึ้นไปบนเพดานเล็กน้อยในขณะที่หัวของเขากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่างเพื่อพยายามดับอารมณ์โทสะของเขา.. ซึ่งมันก็ได้ผลและกลับกลายเป็นว่ามันได้สร้างรอยยิ้มขบขันขึ้นมาในใบหน้าของชายอันเลือดเย็นคนนี้อีกครั้ง

“เจ้าพวกนั้นมันต้องเคลื่อนไหวแน่..”
“แต่ว่าพวกมันจะรู้หรือเปล่านะ? เจ้าพวกสัมพันธมิตรที่เข้ามาในแดนนี้น่ะ..”
“ว่าข้าเป็นคนเปิดประตูให้พวกมันเข้ามาเองน่ะ?.. หึหึ”

ณ ภายในป่าแห่งหนึ่ง อีกมิติหนึ่ง

ภายในป่าไม้อันเต็มไปด้วยหมอกควันมากมายปกคลุมวิสัยทัศน์เหล่าผู้สัญจรพงไพรและดูน่าหวาดกลัวพิศวงอย่างบอกไม่ถูกนั้น ในใจกลางของผืนป่าก็ได้มีเสียงขับร้องแห่งผืนธรรมชาติดังกึกก้องไปทั่วให้ผืนสัตว์ป่าได้รับฟัง เหล่าสัตว์ป่าอันเป็นมิตรดังเช่นกวาง และนกบนท้องเวหาต่างพากันวิ่งกรูหนีออกมาจากใจกลางป่าแห่งนี้ราวกับหนีตายบางอย่างอยู่

ในใจกลางแห่งดงหมอกควันกลางป่าไม้แห่งนั้น คือจอมปีศาจแห่งพงไพร 'อาชเกอร์' กำลังยืนอยู่ รอบล้อมโดยซากศพของผู้คนมากมายหลายร้อยชีวติกองระเนระนาดไปทั่วอย่างน่าหวาดกลัว โดยศพทั้งชายทั้งหญิง ทั้งเด็กและชราทุกรายล้วนแล้วมีสภาพราวกับถูกกัดกินและเน่าเปื่อยไปจนหมด.. เลือดมากมายกระจัดกระจายไปทั่วผืนดินและต้นไม้โดยรอบ ในขณะที่ปีศาจตนนั้นยังคงอ้าแขนรับภาพแห่งความวินาศนี้ราวกับสรรเสริญมันอยู่

“ในที่สุด.. ในที่สุด..”
“ในที่สุดข้าก็เรียกมันมาได้แล้ว.. โดยหาได้ต้องพึ่งคัมภีร์นั่นอีกต่อไป..” อาชเกอร์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเย็นยะเยือกไร้ความรู้สึก แต่รูปประโยคสื่อให้เห็นถึงความภาคภูมิใจสำหรับตัวมันอย่างเห็นได้ชัด

“ณ บัดนี้ข้าคือพระเจ้าแล้ว... พระเจ้าแห่งการสรรสร้างไงล่ะ..” มันกล่าวขึ้นมาก่อนที่ด้านหลังจะปรากฏให้เห็นเงาของชายในชุดเกราะนักรบเต็มตัวคนหนึ่งเดินเข้ามา
“เจ้า.. โยฮัน.. ข้ามีงานให้เจ้า..”
“จงพาพลพรรคของพวกเจ้าเหล่านี้ไป.. และทำลายเหล่ามวลมนุษย์ทั้งหมดให้สิ้นซาก”

“จงไปประกาศให้พวกมันได้รับรู้ว่ายุคแห่งความมืดกลับมาแล้ว.. และปีศาจจะได้ครองผืนแผ่นดินโดเรียร์แห่งนี้ ถัดจากทวีปไอเนียร์เมื่อพันปีก่อน...”
“หากมีอะไรมากกว่านั้นเมื่อไหร่.. ข้าจะบอกเจ้าอีกทีผ่านดวงตาของข้า..”

อาชเกอร์เปล่งวาจากับชายในชุดเกราะที่ถูกเรียกว่าโยฮันขึ้น เมื่อนั้นเองโยฮันจึงพลันวิ่งตรงออกจากป่าในทันที ก่อนที่จะมีเงาของอสูรมากมายวิ่งกรูตามเขาไปอย่างรวดเร็ว เสียงของฝีเท้ามากมายดังไปทั่วรอบอาชเกอร์และค่อย ๆ ตามหายไปคู่กับโยฮันในขณะที่อาชเกอร์เงยหน้ามองดูนภาสีขุ่นจากหมอกอยู่ ซึ่งภายในหมอกนั้นกับมีเสียงบางอย่างคล้ายกับเสียงฟองดังซ่า ๆ ตามออกมาเบา ๆ อยู่ด้วย

“..สหายข้า..” อาชเกอร์กล่าวขึ้นมาราวกับพบกับมิตรสหายของเขา ทั้งที่เบื้องหน้ามีเพียงหมอกควันเท่านั้น
“เจ้าตามพวกมันไปเถอะ.. ที่แห่งนี้ข้าจัดการได้”

“ต่อไปก็ต้องจัดเตรียมสถานที่แล้วสินะ..”
“สำหรับแขกที่กำลังจะมาน่ะ”

[b]

CHAPTER END