ในยามค่ำคืนภายในป่าลึกแห่งหนึ่ง แถบไอเนียร์ อีกมิติหนึ่ง

"ท่านแม่ทัพครับ !"

ภายในป่าลึกแห่งหนึ่งท่ามกลางซากศพของเหล่าคนป่าที่โง่เขลานับร้อยที่ถูกสังหารเรียบ ทหารในชุดเกราะสีเงินคนหนึ่งก็เดินผ่านเข้ามาอย่างเชื่องช้าเหนื่อยหน่ายจาการรบราฆ่าฟันก่อนหน้านี้ไม่นาน มาหาชายในเกราะสีทองพร้อมกับเรียกขานเป็นผู้นำของเขาขึ้น เมื่อนั้นแม่ทัพในเกราะสีทองก็ค่อย ๆ ดึงดาบของเขาออกจากศพที่ถูกตัดขาดจนเละ แล้วจัดการสะบัดเลือดออกจากดาบไปมาพลางหันไปด้านที่ทหารคนนั้นเรียก สื่อว่ากำลังฟังวาจาสมุนของเขาอยู่

"เหตุใดพวกเราจึงต้องมาสำรวจบริเวญแถบนี้ด้วยครับ?" ชายคนนั้นถามขึ้นมา เมื่อนั้นแม่ทัพคนนั้นก็เก็บดาบเข้าฝักแล้วกอดอกขึ้นมาโดยมิได้กล่าววาจาอะไร
"ค- คือผมหมายความว่า-"
"หากนักโทษคนนั้นรอดไปได้ กองทัพของพวกเอลลาสจะได้กำลังพลสำคัญไป เจ้าก็คงจะรู้ใช่มั้ยล่ะ" แม่ทัพผู้นั้นขัดจังหวะของทหารคนนั้นขึ้น เมื่อนั้นร่างกายของทหารก็ดูจะสั่นกลัวเล็กน้อยเนื่องด้วยวาจาที่ดูเกรงขามของแม่ทัพของเขา

"ที่ผมต้องการจะสื่อคือจำนวนของพวกเรานั้นมีเพียงยี่สิบคนเองในตอนนี้นะครับ พวกมันอาจจะมีทหารมาเพิ่มพร้อมจัดการพวกเราแล้วก็ได้ พวกเรานั้นเสียเปรียบเอามาก ๆ เลยนะครับ" ทหารคนนั้นอธิบายต่อ เมื่อนั้นแม่ทัพคนนั้นก็ยืนนิ่งไปพักหนึ่งโดยไร้สาเหตุหลังจากที่ชายคนนั้นลั่นวาจาจบ เหมือนกับว่าตอนนี้กำลังรอดูอยู่ว่าจะพูดอะไรอีกมั้ย อะไรแบบนั้น
"... มันมีเรื่องส่วนตัวปนอยู่ด้วยล่ะนะ" แม่ทัพคนนั้นกล่าวตอบกลับไป "และหากเราไปเอากำลังพลเพิ่ม ความเสี่ยงที่พวกมันจะหลุดมือไปได้ก็สูงขึ้น เราต้องจัดการมัน ณ ตอนนี้ถึงจะรับรองได้" แม่ทัพคนนั้นเสริมต่อกลับไปพร้อมกับจ้องมองทหารคนนั้นด้วยสายตาที่ดูน่าหวาดกลัว ราวกับว่าแม่ทัพของทหารคนนั้นแอบคิดเล็ก ๆ ว่าจะสังหารเขาไปด้วยอะไรแบบนั้นซึ่งนั่นทำให้ทหารคนนั้นหวาดกลัวขนหัวลุกไม่น้อย

"กลับไปรวมพลซะ.. พวกเราจะไปกันต่อแล้ว เดี๋ยวอีกไม่นานพวกคนป่ามันก็คงจะบุกกันมาอีก" แม่ทัพคนนั้นพูดสั่งการกับทหารคนนั้นต่อก่อนจะหันหน้าออกไป มองไปที่พุ่มไม้และนึกคิดเรื่องส่วนตัวกับตัวเขาเอง เมื่อทหารผู้นั้นได้ยินคำสั่งของแม่ทัพก็รีบเดินออกไปสั่งการต่อในทันที

กลุ่มทหารประมาณยี่สิบคนก็ได้เดินทางผ่านกองศพ เลือดสีแดงต่อไปอย่างเหน็ดเหนื่อยตามคำสั่งจองท่านแม่ทัพแห่งเมืองเยเกอร์ แม่ทัพคนนั้นนำกองทัพเดินตรงมาเรื่อย ๆ ตามแนวหญ้าที่ถูกแหวกออกจนแหว่งราวกับถูกม้าหรือคนเหยียบย่ำอย่างรีบร้อน เหมือนกับกำลังหนีอะไรบางอย่างมา แม่ทัพผู้นั้นเดินนำต่อไปเรื่อย ๆ ทว่าตัวเขารู้สึกถึงอะไรบางอย่างจึงหยุดเดินก่อนพร้อมกับชักดาบของเขาขึ้นมา เช่นเดียวกับทหารคนอื่น ๆ ที่เริ่มจะหันมองจากทุก ๆ ด้านพร้อมกับชักดาบขึ้นมาเตรียมต่อสู้

มันมีอะไรแปลก ๆ แม่ทัพผู้นั้นคิด สายตาของเขาเห็นถึงบางอย่างที่เคลื่อนไหวตามแนวหญ้าในรัศมีที่ไกลหน่อย อาจจะเป็นสัตว์ป่า แม่ทัพผู้นั้นคิดก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเบา ๆ แและพยักหน้าให้สัญญาณทหารของเขา ข้าคงคิดไปเอง ท่านแม่ทัพคิด

"ควั่บ !" เสียงบางอย่างเคลื่อนไหวใต้พุ่มไม้ในระยะที่ใกล้กว่าเดิมจากรอบทิศทาง แม่ทัพเหลือบไปมองอีกครั้งและตั้งดาบให้แน่นกว่าเดิม
"ปัง ! ปัง ! ปัง ! ปัง ! ปัง !" แสงไฟส่องออกมาจากหญ้าสีเขียวและมีเสียงดังออกมา ทหารต่างพากันล้มลงไป พร้อมกับเลือดบนเกราะ และจุดจบอันน่าสม เพช พวกเขาถูกซุ่มโจมตี

แม้จะมีพลังเฟมที่สามารถมองเห็นการโ๗มตีได้ แต่ด้วยห่ากระสุนที่ถูกสาดมารอบทิศทางนั้นไม่มีทางเลยที่จะสามารถหลบได้ แม่ทัพคนนั้นถูกกระสุนยิงเข้าที่กลางเกราะหัว ทะลุไปสู่หน้าผาก ตามมาด้วยกระสุนเหล็กอีกนับสิบที่ตรงเข้ามาสร้างรอยพรุนบนร่าง ร่างตกลงไปสู่พื้นนอนแน่นิ่งพร้อมกับเลือด แม่ทัพที่ยังไม่ตายแต่สติเริ่มเลือนลางพยายามคว้ามือไปจับดาบและลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง ลมหายใจอันแหบแห้นที่เริ่มจะสำลักเลือดตามออกมาสื่อให้เห็นถึงความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่และความหวาดกลัวในความตาย

ทหารในเครื่องแบบสีดำสนิทเดินออกมาจากพุ่มไม้พร้อมกับปืนไรเฟิลจู่โจมที่ดูจะล้ำยุคยิ่งกว่าของกองทัพเออร์วินนั้นทำให้แม่ทัพที่กำลังจะตายเกิดความสงสัยก่อนลมหายใจจะหมดลงในอีกไม่กี่วินาที คนพวกนี้นั้นเป็นใคร?

"ตายหมด สิบแปดคนครับ" ทหารคนนั้นพูดขึ้นพร้อมกับจับไปที่บางอย่างสีดำข้าง ๆ เครื่องแบบ
"ดีมาก ชาร์ลี" เสียงของหญิงสาวดังออกมาจากบางอย่างสีดำนั่นตอบกลับทหารผู้นี้ไป "เดี๋ยวฉันจะไปแจ้งกับหัวหน้าเอง" นางพูดขึ้นต่อก่อนที่จู่ ๆ จะมีเสียงดังซ่าออกมาแทนราวกับว่าเป็นการจบสนทนา
"ช.. เช ี่ยไร.... วะ" แม่ทัพคนนั้นอุทานขึ้นมาก่อนจะตายลงไป

ณ ฐานบัญชาการอิกดราซิล ไอเนียร์ อีกมิติหนึ่ง


"ขอบใจมากที่แจ้งมา คุณลินดา.." ตัวเดวิดพูดขึ้นมาในห้องทำงานของเขาพลางเคาะโต๊ะของเขาเล่นราวกับกำลังเบื่อ ๆ อยู่อะไรอย่างนั้น
"แล้วมีข่าวอะไรมาบ้างจากภายในฐานล่ะ?" ลินดาถามเดวิดขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์ตรงหน้าเดวิด สีหน้าของลินดานั้นดูเรียบเฉยราวกับมิได้มีอารมณ์อะไร

ในขณะที่เดวิดนั้นดูง่วงสรึมสะรืออย่างเห็นได้ชัด อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาในตอนนี้นั้นเป็นเวลากลางดึกก็เป็นได้ แถมทั้งวันมานี้เดวิดทำงานภายในห้องนี้มาตลอดด้วยซ้ำไป

"ดิลเลี่ยนตายแล้ว.. โยฮันหายตัวไป จากปากของอาร์มันโด้" เดวิดตอบลินดาไปเมื่อได้ยินคำถามของนาง ลินดาที่ได้ยินดังนั้น สีหน้าของนางก็ดูจะนิ่งอยู่ซึ่งไม่ใช่อย่างที่เดวิดคาดเอาไว้ ลินดาตอบกลับเดวิดไปในทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้นอย่างนิ่งเฉย เปรียบดังหุ่นยนตร์อะไรอย่างนั้น
"อย่างนั้นหรือ.. แล้วมีคำสั่งอะไรมั้ย?" ลินดาถามขึ้นต่อ เดวิดที่ได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าออกแล้วพูดขึ้นกับลินดา
"ไม่มี" เขาพูดอย่างเรียบเฉย ".. เสียใจด้วยนะเรื่องหัวหน้าโยฮันน่ะ... เขาเป็นคนดีทีเดียวเลยล่ะ" เดวิดพูดเสริมขึ้นต่อกับลินดา สีหน้าของเขาก็ดูจะช็อคและเศร้าเหมือนกับคนอื่น ๆ

"นั้นดิฉันขอตัวแล้วกัน" ทว่าลินดานั้นตอบกลับไปราวกับมิได้สนใจถึงคำพูดของเดวิด ลินดาตัดสัญญาณคอมพิวเตอร์ของนางไปในทันทีที่จบประโยค มิให้เดวิดได้พูดคำอะไรอีกเป็นคำที่สองหรือสามแต่อย่างใด

ลินดานั้นเดินออกห่างจากคอมพิวเตอร์บนยอดป้อมปราการ นางปิดมันลงเหมือนกับครั้งก่อน ๆ ก่อนที่นางจะมองลงไปบนพื้นด้านล่างที่อยู่ห่างกันมาก ๆ หากนางตกลงไปคงจะตายเอาแน่ ๆ ลินดามองมันลงไปแล้วพูดขึ้นในขณะที่ร่างกายเริ่มสั่นไปด้วยความหนาวและความหวาดกลัว มิใช่เพราะหิมะที่ค่อย ๆ ตกโปรยปรายลงมาในยามราตรี แต่เป็นความกลัวและความโศกที่นางอดกลั้นนั้นค่อย ๆ ล้นออกมา

"ท่านพ่อต้องยังมีชีวิตอยู่.. ใช่มั้ยคะ" ราวกับว่าลินดากำลังตรัสถามแก่พระเจ้า นางเริ่มแหงนสายตามองขึ้นไปที่ดวงจันทร์กลางราตรีในค่ำคืนนี้ ด้วยสายตาที่โอดขอร้องแก่ผู้ใดก็ตามที่ได้ยินเสียงนาง
"ท่านพ่อ.." นางเรียกขานหาโยฮันอีกครั้ง ในขณะที่น้ำตาเริ่มหยดลงมาจากดวงตาทั้งสอง

รุ่งสาง

"อา อ่า อ้า อ๊า อ๋า.. โอเค.." ตัวเดวิดกำลังยืนจดจ้องมองตนเองผ่านกระจกในห้องน้ำอยู่พลางลองเสียงของตนเองในยามเช้า

ตัวเดวิดก็ยกมีดโกนหนวดแบบสมัยก่อนขึ้นมาและบรรจงค่อย ๆ ริมโกนหนวดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาไว้เอาไว้ได้ไม่ถึงเดือน เมื่อเขาโกนหนวดออกจนหมดจึงเปิดก๊อกน้ำแล้วล้างหน้าของเขาให้ตื่น และพร้อมสำหรับงานต่อไปที่เขาต้องทำ

เดวิดค่อย ๆ เดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับผ้าเช็ดตัวที่ปกคลุมส่วนล่างของเขา แล้วเข้าไปเปิดตู้เสื้อผ้าหาเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม เขาเลือกเสื้อแจ็คเก็ตหนังตัวโปรดของเขาและกางเกงยีนสีดำ เมื่อแต่งตัวเสร็จเขาก็เดินตรงเข้าไปมองตัวเขาผ่านกระจกในห้องน้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อดูว่าตอนนี้เขาเหมาะที่จะออกไปพบคนอื่น ๆ หรือยัง

"อืม.. ได้แหละน่า.. แค่อย่าประหม่าให้มากก็พอ" เดวิดพูดกับตัวเขาผ่านกระจก
"อะแฮ่ม.." เดวิดเปลี่ยนสีหน้าของเขาผ่านกระจกให้ดูมาดเข้มน่ากลัวขึ้นมา ก่อนที่จะะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายพร้อมกับก้มมองลง
"ทำไมเราต้องทำแบบนี้ด้วยเนี่ย.." เดวิดพููดกับตัวเขาเองอย่างน่าสม เพช

"ทำไมต้องทำตัวให้คนอื่นมองเราให้มันน่าสม เพชด้วยวะ.. ไองั่งเอ้ย.." เดวิดค่อย ๆ มองขึ้นมาหาตัวเขาเองผ่านกระจกอีกครั้ง สายตาแสดงให้เห็นว่าตัวเดวิดเองผิดหวังกับเขามาก
"อย่าทำตัวเหมือนหุ่นยนต์สิวะ.. มนุษย์มันก็ต้องมีความรู้สึกเหมือนกันนะเว้ย.."
"และนี่อะไร .. แจ็คเก็ตสวย.. สวยมาก.. สวยเห ี้ย ๆ เลย" เดวิดพูดขึ้นพลางจับแจ็คเก็ตของเขาดู เขาทำท่าเหมือนกับกำลังถ่ายภาพพร้อมสีหน้าประชดประชันตัวเองพลางหัวเราะราวกับกำลังเสียสติในหัวของเขาตอนนี้กำลังแปรปรวนไปหมด

"ขำดีว่ะ.. ถ้าพี่ดิลเลี่ยนอยู่คงจะหัวเราะจ๊าก ๆ บอกว่าไอ้บ้าไปแล้ว ฮ่า ๆๆๆๆ ..." เดวิดพูดขึ้นพลางมองไปที่ตัวเขาอย่างใกล้ชิดขึ้น ตัวเขามองอยู่ครู่หนึ่ง สายตาก็เริ่มจะดูหม่นหมองลงเมื่อเขานึกถึงดิลเลี่ยน เดวิดลดสายตาลงและยกนิ้วกลางไปหาตัวเขาที่กระจกพลางส่ายหน้าเล็กน้อย
"ไอ้ห ่าเอ้ย.." เดวิดพูดพลางหัวเราะออกมาเล็ก ๆ น้อย ๆ

แท้จริงแล้วเดวิดนั้นเศร้าและช็อคกับการตายของดิลเลี่ยนเอามากเหมือนกัน เผลอ ๆ ก็อาจจะมากกว่าใครเลยก็ได้ ทว่าเดวิดกลับกดดันตัวเองด้วยการไม่เปิดเผยความรู้สึกออกมา เช่นเดียวกับลินดาที่เดวิดสังเกตุได้เมื่อคืน พวกเขาต่างปิดบังความรู้สึกจริง ๆ ด้วยเหตุผลโง่ ๆ ที่คิดขึ้นมาเองอย่างคำว่า หน้าที่ เดวิดเริ่มหัวเราะขึ้นมาต่อพร้อมกับมองไปที่ตัวเอง ราวกับสมเพชในตัวเอง น้ำตาหยดลงมาจากดวงตาทั้งสองในขณะที่เดวิดนั้นยังคงหัวเราะอยู่

"ไอค ว ยเอ้ย !!" เดวิดด่าตัวเองขึ้นมาพร้อมกับจัดการคว้ามีดโกนหนวดขึ้นมาและแทงไปที่กำแพงข้าง ๆ กระจกอย่างรุนแรง
"ปั่ป !"มีดนั้นหักออกมา ตกลงไปที่พื้น กำแพงนั้นเป็นรอยมีดเล็ก ๆ อย่างเห็นได้ชัด

เดวิดที่เห็นดังนั้นก็วางมีดลงไว้ที่เดิมและเปิดก๊อกน้ำล้างใบหน้าของเขาอีกครั้งหนึ่งพลางพยายามตั้งสติไม่ให้ทำอะไรแบบก่อนหน้านี้อีก ตัวเดวิดก็เช็ดหน้าของเขาพร้อมกับจ้องมองแไปที่ตัวเองผ่านกระจกอีกครั้งโดยไม่ได้กล่าววาจาใด ๆ ถามตัวเองในใจด้วยคำถามง่าย ๆ เพียงคำถามเดียว ทำไมเราถึงเป็นอย่างนี้ไปได้..

"เอี๊ยด.." เสียงบานประตูภายในห้องพักห้องหนึ่งถูกเปิดออกมา ก่อนจะปิดลงอย่างเงียบกริบ แขกผู้เข้ามาเยือนเดินเข้ามาเรื่อย ๆ ก็หยุดเดินลงเมื่อพบกับสการ์เล็ตต์ที่พักอยู่ภายในห้องนี้ยืนมองเขาอยู่พร้อมกับนึกคิดถึงสาเหตุที่ว่าเหตุใดจึงมาหานางตั้งแต่ยามเช้าแบบนี้
"มาทำอะไรล่ะ" สการ์เล็ตต์ถามเขาขึ้นก่อนจะหันหลังเดินตรงไปนั่งที่เก้าอี้ตรงกลางห้อง แขกคนนนั้นก็ค่อย ๆ เดินต้วมเตี้ยมเข้ามานั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับสการ์เล็ตต์
"เกบ" นางเสริมขึ้นต่อเมื่อเห็นเกเบรียลกำลังจะเปิดปากพูด สายตาของนางดูจะไม่ค่อยชอบท่าทางกิริยาของเกเบรียลนัก นางมองราวกับกำลังจะจับผิดการกระทำของเขาอะไรอย่างนั้น
"คืองี้นะ.. สการ์เล็ตต์.. ข้าจะมาขอโทษน่ะ" เกเบรียลพูดขึ้นมาอย่างแผ่วเบาให้สการ์เล็ตต์ได้ยิน ท่าทางดูจริงใจและมิได้ใช้อารมณ์ก้าวร้าวในการพูดแต่อย่างใด

"เรื่อง?" สการ์เล็ตต์ถามขึ้นต่อ
"ทุก ๆ เรื่องนั่นแหละ" เกเบรียลพูดขึ้นต่ออย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะสังเกตุเห็นสายตาของสการ์เล็ตต์จึงอธิบายต่อไป
"เรื่องหน่วยไวเวิร์นสีฟ้า.. เรื่องงานแต่งงาน.. ทั้งหมดที่ข้าทำผิดต่อเจ้า ข้าขอโทษ" เกเบรียลอธิบายขึ้นมาพร้อมกับขยับแขนตามไปด้วย สการ์เล็ตต์ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจและเลิกคิดในทางลบต่อเกเบรียลแล้วค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากที่พิงและพูดขึ้นต่อ

"ข้าไม่รับคำขอโทษของเจ้าหรอก" นางตอบกลับไปสั้น ๆ ง่าย ๆ ต่อเกเบรียล ซึ่งนั่นก็ทำให้เกเบรียลตกใจเล็กน้อย เขารวบรวมความกล้าทั้งคืนและพูดขอโทษขึ้นมาจากใจแล้วแต่นางก็ยังปฏิเสธที่จะให้อภัย
"นอกเสียจากเจ้าจะสาบานต่อข้า.." สการ์เล็ตต์เสริมขึ้นต่อ ซึ่งนั่นทำให้เกเบรียลแอบโล่งอกในใจเล็กน้อย
"สาบานว่า?" เกเบรียลถามขึ้นมา

"สาบานว่าจะไม่ใจร้อนตัดสินอะไรไปเอง.. สาบานว่าหากจะทำอะไรต้องมาบอกข้าหรือใครอื่นก่อน.. เท่านั้นแหละ" สการ์เล็ตต์พูดขอร้องต่อเกเบรียลขึ้นมา ซึ่งนั่นทำให้เกเบรียลกังวลเล็กน้อย

สิ่งที่สการ์เล็ตต์กำลังขอมิได้ต่างอะไรไปกว่าการเปลี่ยนตัวเอง การเปลี่ยนนิสัยใจร้อนหุนหันผลันแล่นของเกเบรียลออกไปนั้นแน่นอนว่าสำหรับเกเบรียลเองเป็นสิ่งที่ทำยากกว่าสิ่งใด ทว่าเกเบรียลก็ตอบกลับไปดังที่ใจเขาต้องการ โดยมิได้สนสิ่งใดทั้งนั้น

"ข้าสาบาน.." เกเบรียลตอบกลับไปพร้อมกับจ้องมองไปที่สการ์เล็ตต์
"ต่อพระเจ้าแห่งความรักและความแค้น อาชิน่า.. หากข้าผิดคำสาบานขอให้ข้าต้องกุมหัวใจของตนเองในวันสิ้นใจอย่างทุขทรมาน" เกเบรียลพูดพร้อมกับเอ่ยถึงนามของพระเจ้า ซึ่งนั่นหมายความว่าเกเบรียลเอาจริง สการ์เล็ตต์ที่เห็นดังนั้นก็ตกใจในการกระทำของเกเบรียลและพูดขึ้นมาพลางยิ้มหัวเราะ
"เจ้าพึ่งจะผิดคำสาบานไปเมื่อกี้ ฮา ๆๆ.." สการ์เล็ตต์สื่อถึงการเอ่ยถึงพระเจ้าของเกเบรียลซึ่งมิจำเป็นต้องทำก็ได้ เกเบรียลที่เห็นดังนั้นและพึ่งนึกได้ก็หัวเราะตามออกมาเบา ๆ และพูดต่อ

"แล้ว.. เจ้าจะรับคำขอโทษของข้าได้หรือยัง?" เกเบรียลถามสการ์เล็ตต์ขึ้นต่อ
"จากลักษณะก็คงจะใช่ล่ะนะ" สการ์เล็ตต์พูดขึ้นมา สีหน้าของนางดูอารมณ์ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด เกเบรียลที่เห็นดังนั้นก็หัวเราะตามออกมาอย่างแผ่วเบาพลางมองไปที่สายตาอันน่าลุ่มหลงของสการ์เล็ตต์

"แล้ว เจ้าหัวหน้านั่นเขานัดพวกเราตอนกี่ยามนะ?" เกเบรียลถามสการ์เล็ตต์ขึ้นด้วยความสงสัยพลางมองออกไปรอบ ๆ ห้อง เขาพูดถึงเดวิด วินสตัน ที่คุมฐานอิกดราซิลแห่งนี้
"อีกไม่นานแล้วล่ะ" สการ์เล็ตต์ที่ได้ยินคำถามก็ตอบกลับไป
"เจ้าว่าเขาคิดจะทำอะไร เกบ" สการ์เล็ตต์ถามเกเบรียลขึ้นต่อ

"ไม่รู้หรอก.. แต่ที่แน่ ๆ พยายามตีสนิทเขาเอาไว้คงจะดีที่สุด.. อาวุธทั้งหมดนี่น่ะ ทำลายกองทัพของพวกเราทั้งหมดได้อย่างง่ายดายเลยล่ะ" เกเบรียลพูดกับสการ์เล็ตต์ขึ้นต่อพร้อมกับมองออกไปผ่านห้าต่างห้องพัก

ทั้งเขาและสการ์เล็ตต์เดินตรงไปเรื่อย ๆ และค่อยจดจ้องมองออกไปก็เห็นถึงเครื่องบินรบ รถถัง อาวุธปืนนับหมื่นกระบอกที่พร้อมจะลั่นไกสังหารศัตรูทุกเมื่อ แม้เมื่อวันก่อน หัวหน้าของที่นี่เดวิดจะได้อธิบายต่อพวกเขาว่าฐานนี้นั้นมิใช้ฐานสำหรับการรบโดยเฉพาะแต่อย่างใด ทว่าอาวุธทั้งหมดนั้นก็สามารถพลิกการรบในศึกทุก ๆ ศึกที่ทั้งสองเคยผ่านมาทั้งหมดเลย

"ข้าว่าเรื่องนี้ แม้แต่ท่านราชินีก็คงเห็นด้วยนั่นแหละนะ.." สการ์เล็ตต์พูดขึ้นมาด้วยความตกตะลึงในขณะที่เห็นรถถังกำลังเคลื่อนไหวผ่านห้องของพวกเขาไปในขณะที่ทหารแต่ละคนนั้นเพียงแค่วิ่งไปรอบ ๆ ราวกับเป็นเพียงการทดสอบเท่านั้น
"ทุก ๆ คนนั่นแหละ"

ไม่นานหลังจากนั้น เกเบรียลและสการ์เล็ตต์ก็ได้ออกจากห้องและพบกับกลุ่มทหารมาช่วยนำทางพาพวกเขาตรงเข้าไปที่ห้องเดิมเหมือนกับห้องเมื่อวันก่อน สการ์เล็ตต์และเกเบรียลเดินตรงเข้าไป็พบกับวีนัสและเสตลล่าที่กำลังคุยสนทนากันอย่างสนุกสนานอยู่นั่นเอง ซึ่งทั้งสการ์เล็ตต์และเกเบรียลเห็นดังนั้นก็ตกใจไม่น้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขามาก่อนเวลาที่นัดหมายไว้แต่ทั้งสองก็ดูจะสนทนามาก่อนจะเริ่มออกมาจากห้องด้วยซ้ำไป

"ไง สการ์เล็ตต์ .. เกเบรียล" วีนัสทักทายทั้งสองขึ้นมา
"สวัสดี คุณวีนัส ท่านเสตลล่า.. พวกคุณทำอะไรอยู่หรือ?" สการ์เล็ตต์กล่าวถามขึ้นต่อ
"ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละกำลังคุยกันเรื่องไร้สาระน่ะ" เสตลล่าตอบกลับไป ก่อนที่วีนัสจะคว้าบางอย่างขึ้นมาให้ดู

"นี่ คุณสการ์เล็ตต์และคุณเกเบรียล ลองดูซีรีย์เรื่องนี้หน่อยมั้ย" วีนัสทักถามขึ้นมาซึ่งนั่นทำให้ทั้งเกเบรียลและสการ์เล็ตต์งุนงงขึ้นมาในทันที
"ซีรีย์.. มันคืออะไรเหรอ?" เกเบรียลถามขึ้นก่อนสการ์เล็ตต์ ทั้งสองเอะใจในเรื่องเดียวกัน
"มันเป็นอะไรเหมือนการแสดงบนเวทีของพวกเราน่ะ แต่ในอีกโ,กหนึ่งสามารถทำให้มันเป็นภาพเคลื่อนไหวเหมือนเราอยู่ในสถานการณ์ได้" เสตลล่าอธิบายอย่างคลุมเคลือทำให้ทั้งสองงงกว่าเดิม

"เอาเป็นว่าลองดูแล้วกัน" สการ์เล็ตต์ตอบกลับไป เมื่อนั้นวีนัสก็คว้าวงกลมบางอย่างขึ้นมาและสอดเข้าไปในเครื่องบางอย่าง เมื่อนั้นเองจอภาพขนาดใหญ่ก็มีแสง สีเป็นหน้าคนและฉากต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง
"ฉันชอบตอนนี้มากเลยล่ะ สู้กันมันส์มาก" วีนัสเสริมขึ้นต่อด้วยรอยยิ้มสนุกสนานราวกับเด็กกำลังดูการ์ตูนเรื่องโปรดอะไรอย่างนั้น
"ไปจับโอลิเวอร์ โคล์ทมา" เสียงในจอภาพนั้นพูดขึ้นมา บรรยากาศนั้นดูตรึงตาตรึงใจมากโดยเฉพาะกับเกเบรียลและสการ์เล็ตต์ที่พึ่งเคยเห็นอะไรอย่างนี้เป็นครั้งแรก

"ปัง ! ปัง ! ปัง ! ปัง !" มีเสียงอาวธยิงสนั่นกันภายในตึก ผู้คนในจอภาพล้มลงไประเนระนาด บางคนถูกตัวเอกโยนออกจากตึกกระทบกันหน้าต่างตกลงไปอย่างดับอนาถ เสียง และมุมภาพทำให้ทุก ๆ อย่างดูสวยงามเอามาก ๆ
"นี่มันศิลปะชัด ๆ" เกเบรียลดูจะชอบเอามาก ๆ เมื่อเห็นสิ่งนี้เขาพูดชมออกมาในขณะที่เห็นคนสามคนกำลังต่อสู้กันในลิฟต์แคบ ๆ เล็ก ๆ อย่างดุเดือด

"ดูอะไรกันอยู่น่ะ" ประตูเปิดออกเผยให้เห็นเจค็อบ อาร์มันโด้ และเดวิดเดินเข้ามา สายตาทั้งสามมองกลุ่มวีนัสดูซีรีย์กันอย่างตื่นเต้นและมันส์เอามาก ๆ
"และคุณจะไม่มีวันชนะเกมนี้"
"เธออยู่ไหน !"

เมื่อนั้นจู่ ๆ จอภาพก็กลายเป็นสีดำลงพร้อมตัวหนังสือเขียนว่า โปรดติดตามตอนต่อไป เมื่อวีนัส เสตลล่าและสการ์เล็ตต์เห็นดังนั้นก็ปรบมือพร้อมรอยยิ้มสนุกสนานขึ้นมาในขณะที่เกเบรียลยังคงนั่งนิ่งอยู่

"จบแค่นี้เรอะ !" เกเบรียลพูดขึ้นพลางกุมหัวตัวเอง "กำลังสนุกอยู๋เลยแท้ ๆ .." เกเบรียลเสริมต่ออย่างโอดครวญทรมาน
"ใช่มั้ยล่ะ" วีนัสทักต่อ
"ข้ายังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่างนั้นเลย" วีนัสนั่งกอดอกด้วยความเซ็งเช่นเดียวกับเกเบรียล

"อย่าไปล้างสมองคนเพิ่มสิ วีนัส" เจค็อบพูดกับวีนัสขึ้นอย่างตลกขบขันเล็กน้อย
"แต่มันสนุกนี่นา" วีนัสตอบกลับไปก่อนที่จะนอนลงไปที่เบาะนั่งพิงตักของเสตลล่า เดวิดที่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานของเขาเพื่อดึงเอกสารชิ้นหนึ่งขึ้นมาก่อนจะเอาไปให้ทหารตรงหน้าห้องและสั่งการมอบหมายหน้าที่อะไรเล็กน้อย
"สั่งให้ไปทำอะไรล่ะน่ะ?" เจค็อบที่เห็นดังนั้นก็ทักถามเดวิดขึ้นมา ตัวเดวิดที่ได้ยินดังนั้นก็มิได้ตอบอะไร เขาเดินตรงเข้าไปกลางห้องก่อนจะพูดเรียกให้ทุกคนมองขึ้นมา

"ทุก ๆ ท่านครับ.. ในอีกสองชั่วโมง พวกเราจะเดินทางไปที่เมืองหลวงอตอมอส.. โดยพวกเราทุก ๆ คนในห้องนี้จะเดินทางไป" เดวิดพูดขึ้นมากับทุก ๆคน เกเบรียลที่กำลังทำท่าเซ็ง ๆ อยู่ได้ยินดังนั้นก็หันมามองเดวิดและจดจ่อตั้งใจฟัง เช่นเดียวกับสการ์เล็ตต์
"นี่ไม่ใช่การเดินทางไปแวะเวียนเที่ยวเล่น แต่เป็นการรบ.. สายสืบของเราได้ข่าวมาว่า ท่านจักรพรรดิออกคำสั่งแล้วว่าให้บุกไปโจมตีเมืองอตอมอสในค่ำคืนนี้ ไม่มีใครรู้จะโจมตีอย่างไร ทิศทางไหน ด้วยกองทัพอะไรหรือจะเป็นการแทรกซึม แต่ด้วยยุทโธปกรณ์ของเรา ไม่ว่าจะมาอย่างไรพวกเราจัดการมันได้อย่างง่ายดายแน่"

"ที่เรียกมาในครั้งนี้ก็เพื่อให้เตรียมตัวให้พร้อม เท่านั้นแหละ หากใครมีคำถามก็สามารถถามได้เลย" เดวิดพูดขึ้นมาพร้อมกับเปิดโอกาสให้ถาม

เมื่อนั้นเกเบรียลก็ลุกขึ้นมาเป็นคนแรกพร้อมกับมองไปที่เดวิดด้วยสายตาที่ดูระหวาดระแวงและไม่ถูกชะตาเล็กน้อย

"เราจะเชื่อใจแกได้ไง?" เป็นคำถามที่ดูพื้น ๆ ทว่ามีความหมายกับเกเบรียลและสการ์เล็ตต์เป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นทำให้ทุก ๆ คนในห้องต่างมองไปที่เกเบรียลด้วยสายตาที่ดูจะไม่ชอบเอาเล็กน้อยจากคำถามนี้ นั่นหมายความว่าเกเบรียลไม่เชื่อใจใครสักคนในห้องนี้เลยก็เป็นไปได้
"พวกผมเคยมาที่นี่.. เมื่อสามปีก่อน.. เป้าหมายขอพวกเราคือการสร้างความสัมพันธ์ต่อผู้คนในโลกนี้.. และผลกลับกลายเป็นว่าสงครามทำลายทุกอย่างจนหมด.. เราไม่ได้กลับมาที่นี่เพื่อรอให้สงครามจบแล้วค่อยเริ่มใหม่.. เรามาที่นี่เพื่อสานต่อความผิดพลาดเดิมด้วยการหยุดสงครามซะ" เดวิดอธิบายขึ้นมา
"คุณจะเชื่อใจหรือไม่ ผมไม่สน.. ผมสนแค่อย่างเดียวคือคุณจะร่วมมือกับเราช่วยเมืองอตอมอสหรือไม่.. และหากผมเป็นคุณ สถานการณ์อย่างนี้เกิดปฏิเสธขึ้นมาคงจะตายโหงแน่ ๆ ล่ะ" เดวิดอธิบายต่อพร้อมกับเดินตรงไปใกล้ ๆ และหยุดตรงหน้าเกเบรียล ทั้งสองจดจ้องมองกัน ต่างมีความขัดแย้งในสายตาเผยออกมา ก่อนที่เกเบรียลจะตอบกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์พอตัว

"เอาเถอะ เพื่อเอลลาส ข้าจะสู้กับใครก็ให้ชะตาและสัญชาตญานตัดสินแล้วกัน" เกเบรียลพูดกลับไปก่อนจะกลับนั่งลงดังเดิม
"... ก็ตามนั้น" เดวิดพูดตอบกลับไป

ในขณะเดียวกัน ณ เมืองอตอมอส ประเทศเอลลาส อีกมิติหนึ่ง

"ไมเคิลอยู่มั้ย?" ตัวชายปริศนาในชุดคลุมสีน้ำตาลพูดขึ้นมาตรงหน้าแม่ค้ายายแก่คนหนึ่งในตรอกซอยเล็ก ๆ เมื่อยายแก่ได้ยินดังนั้น นางก็หัวเราะออกมาพร้อมกับมองไปที่ชายปริศนาคนนั้นและชายอีกสองคนที่ยืนรออยู่ด้านหลัง
"อยู่ในห้องนั้นแหละ หลานเอ้ย.." ยายแก่คนนั้นตอบกลับชายปริศนาไป เมื่อนั้นชายปริศนาก็หันไปมองชายอีกสองคนพร้อมพยักหน้าให้สัญญาณขึ้นมา เมื่อนั้นชายทั้งสามคนก็เดินผ่านยายแก่เข้าไปในบ้านด้านหลังซุ่มขายของเก่า ๆ ของนาง

เมื่อเปิดเข้าไปในตัวอาคารก็พบกับสภาพภายในที่เกาเละและไม่มีอะไรเลย ราวกับว่ามันเป็นเพียงบ้านร้างแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่มีวี่แววของไมเคิลที่ยายแก่คนนั้นพูดขึ้น ชายปริศนาที่นำเข้ามาขยับสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อดูหาบางสิ่งที่เขาพอรู้จัก เขาเดินตรงไปที่กลางห้องและดึงดาบข้างกายของเขาขึ้นมาและปักแทงลงไปอย่างรุนแรง

"ปรัก !" เสียงไม้ถูกดาบแทงทะลุออก
"ตุบ ตุบ" เศษไม้ตกลงไปยังพื้นบันไดลับที่นำลงไปที่ชั้นใต้ดิน

ชายปริศนาเห็นดังนั้นจึงจัดการใช้ดาบของเขาพังเศษไม้ทิ้งและงัดไม้ออกมา ก่อนจะเดินลงไปด้านล่างพร้อมกับชายอีกสองคนที่เดินตามมาด้วย

"มาช้าจังนะ" เสียงของหญิงสาวทักทายขึ้นมาก่อนที่จะเห็นตัวด้วยซ้ำ "พวกอัศวิน" นางเสริมขึ้นต่อ ก่อนที่ชายปริศนาคนนั้นจะเดินนำลงมาและพบกับหญิงสาวในชุดคลุมสีดำสองคนกำลังนั่งจิบชาอยู่อย่างสบายใจพร้อมกับนั่งบนเก้าอี้ที่เหมือนกับยกมาจากไหนสักแห่งเพื่อมาวางไว้ตรงนี้โดยเฉพาะ
"พวกแกน่ะเหรอ? นักรบเวทย์ที่เหลือรอดอยู่" ชายปริศนาคนนั้นถามขึ้นด้วยความสงสัยพลางดึงชายด้านหลังของเขามาใกล้ ๆ
"ใช่.. ข้าเกล.. ส่วนข้าง ๆ ข้าคือแฟรี่" เกลแนะนำตัวเองขึ้นพร้อมกับมองไปที่แฟรี่โดยยังมิได้ถอดชุดคลุมให้เห็นใบหน้า

"รู้งานแล้วใช่มั้ย" ชายคนนั้นถามขึ้นต่อราวกับมิได้สนใจชื่อของทั้งสองนัก ซึ่งทำให้เกลดูจะไม่ชอบใจเล็กน้อย
"เออ พานักโทษไปที่เมืองโซเดียใช่มั้ย?" เกลถามย้ำขึ้นมา ก่อนที่นางจะวางแก้วชาลงและลุกขึ้นยืน "ขอดูหน้ามันหน่อย" นางพูดขึ้นพลางเดินเข้าใกล้ชายที่ยืนคอตกอยู่ใกล้ ๆ กับชายปริศนาที่พูดก่อนหน้านี้ เมื่อนั้นเขาก็ถอดชุดคลุมของชายอีกคนให้เห็น

เมื่อถอดชุดคุลมออกมาก็เผยให้เห็นใบหน้าที่ถูกอัดซ้อมจนเละยับเยิน คราบเลือดที่ยังติดอยุู่บนจมูกและริมฝีปาก ดวงตาข้างหนึ่งมิสามารถลืมตาได้ เพียงแค่มองแวบแรกก็ทำให้เกลแอบรู้สึกสงสารชึ้นมาเล็กน้อยเหมือนกัน ทว่าเมื่อนางรู้ชื่อของชายผู้นี้แล้วจึงทำให้นางสะใจแทนเสียมากกว่า

"ดูซิ นี่ใคร แฟรี่" เกลหันกลับมาพูดกับแฟรี่ขึ้นก่อนจะจับตัวไคลล์เข้ามาใกล้ ๆ ในขณะที่แฟรี่กำลังลุกขึ้นออกจากที่นั่ง
"ไอชาติ หมา ไคลล์ เมนเซลไง" เกลพูดแนะนำตัวไคลล์ชึ้นมา
"ตุบ !" นางจัดการต่อยลงไปที่ท้องของไคลล์เต็ม ๆ ตัวไคลล์ล้มลงไปกอดท้องจุกพลางพยายามลุกขึ้นยืน

"ไม่เอาน่าพี่ มันผ่านไปแล้วก็ปล่อยไปเถอะ" แฟรี่เดินเข้ามาห้ามเกลพลางช่วยพยุงไคลล์ขึ้นมาซึ่งนั่นทำให้เกลดูไม่พอใจเอาเป็นอย่างมาก
"แค่นี้คือเมตตาแล้วนะ รู้มั้ย?" เกลพูดกับไคลล์ขึ้นมาก่อนจะถุยน้ำลายลงไปใส่ไคลล์ในทันที
".. รู้" ไคลล์ตอบกลับไปสั้น ๆ ก่อนจะสะบัดตัวเองออกจากแฟรี่ ให้นางเห็นว่าเขาไม่ต้องการความช่วยเหลือใด ๆ

".. แล้วแกพอจะรู้มั้ยว่า พวกของเราตายไปกี่คนจากคำตัดสินใจของแก ไคลล์.. ยี่สิบเจ็ดชีวิต.." เกลพูดย้ำขึ้นกับไคลล์ด้วยสีหน้าที่ทั้งโกรธและเศร้าในเวลาเดียวกัน ไคลล์ที่ได้ยินดังนั้นก็ตอบกลับเกลไปพลางยืนพิงกำแพงพักหายใจเล็กน้อย
"คำสั่งของเออร์วิน ข้าไม่เกี่ยว" ทันทีที่เกลได้ยินดังนั้น นางก็หัวเราะออกมาอย่างประชดประชันในทันที
"แก- .. พูดใหม่อีกทีได้มั้ย?" เกลพูดกับไคลล์ขึ้นมาพลางเดินเข้ามาใกล้ ๆ เขา

"พอเถอะน่า" ชายอีกคนที่ยืนใกล้ ๆ พูดกับเกลขึ้น ทว่าเกลผลักเขาออกมาและจ้องมองไปที่ไคลล์พร้อมรอคำตอบ
"คำสั่ง.. เออร์วิน" ไคลล์ย้ำดังที่เกลท้าทายเอาไว้
"แต่แกอนุมัติ.. ข้าพูดถูกมั้ย?" เกลถามไคลล์ขึ้นมาโดยมิได้มีการประชดประชันแต่จากใจและความคิดที่เต็มไปด้วยความแค้นไหลพร่านไปทั่ว

"... จริง" ไคลล์ที่เห็นสีหน้าดังนั้นของเกลจึงตอบกลับไป
"พอเลยทั้งคู่น่ะ" แฟรี่เดินเข้ามาแยกเกลและไคลล์ออกจากกัน
".. เวลา?" แฟรี่เอ่ยถามชายอีกสองคนที่ยืนรออยู่
"ค่ำนี้ที่หลังเมือง" ชายคนนั้นตอบกลับแฟรี่ไป

"โอเค" แฟรี่ตอบกลับรับไป
"ทีนี้ก็ไปได้แล้ว" แฟรี่พูดขึ้น เมื่อนั้นชายทั้งสองก็เดินกลับขึ้นไปด้านบนในทันที

ณ ภายในนรก อีกมิติหนึ่ง


"ฝ่าง !" แสงสีขาวสว่างโผล่ขึ้นมาเหนือเพดานปราสาทสีแดงฉาน
"ตุบ !" ร่างของหญิงสาวตกลงพื้นโดยไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้ นางล้มลงมานั่งกับพื้นก่อนจะเห็นสายตาของหญิงสาวอีกคนที่จ้องมองมาโดยไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
".. อะไร? ดิเซอร์เซี่ยน" หญิงสาวถามหญิงสาวผมสีขาวนามดิเซอร์เซี่ยนด้วยความสงสัย สีหน้าของนางดูอย่างไรก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าคิดอะไรอยู่ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือหน้าตายด้าน

"กำลังตลกกับความน่า สม เพชของเจ้าอยู่ แพทริเซีย" ดิเซอร์เซี่ยนตอบกลับไปด้วยเสียงเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก ราวกับว่านางกำลังคิดสังหารแพทริเซียอะไรอย่างนั้นแม้จะไม่ก็ตาม ทว่าแพทริเซียก็ไม่ได้คิดกลัวหรืออะไร ราวกับว่าชินกับอะไรแบบนี้แล้ว
"เหรอ.. ซินล่ะ" แพทริเซียถามดิเซอร์เซี่ยนขึ้นมา
"หัวมุมนั่นน่ะ" ดิเซอร์เซี่ยนพูดขึ้น

เมื่อนั้นดิเซอร์เซี่ยนก็ชี้ไปที่หัวมุมของห้องโถงอันกว้างใหญ่นี้ให้แพทริเซียเห็นถึงคนที่นางถามหา เผยให้เห็นชายผมสีน้ำตาลกำลังนั่งเฝ้ามองคน ๆ หนึ่งที่กำลังนอนพักอยู่บนเตียงด้วยอาการบาดเจ็บอยู่

"อ่ะ.. นี่" แพทริเซียพูดกับดิเซอร์เซี่ยนอีกครั้งพร้อมกับยื่นบางอย่างให้ ดิเซอร์เซี่ยนรับมันมาและจดจ้องมองมันดูด้วยความสงสัย
"พวกอีซาน?" ดิเซอร์เซี่ยนเอ่ยถามแพทริเซีย สิ่งที่แพทริเซียยื่นให้คือหูมนุษย์ที่เปื้อนไปด้วยเลือด
"ใช่ มีสองสามคนได้ น่าจะมาตรวจหานาง" แพทริเซียอธิบาย

"ต่อไปกะเจ้า ออกไปดูซะ" แพทริเซียพูดจบก็เดินทิ้งดิเซอร์เซี่ยนไปหาซินในทันที
"หึ" ดิเซอร์เว๊่ยนหายใจออกเสียงดังออกมา

ดิเซอร์เซี่ยนที่ได้ยินดังนั้นก็เดินสวนไปอีกทางหนึ่งพร้อมกับดึงก้องหินเวทมนตร์ขึ้นมา นางบีบมันทิ้งจนแหลกก่อนที่จู่ ๆ จะมีแสงส่องออกมาและแผ่ขยายทั่วทั้งร่างของนางอยู่พักหนึ่งก่อนที่ตัวนางจะถูกเคลื่อนย้ายออกไปยังโลกด้วยอิทธิฤทธิ์เวทมนตร์ของหินก้อนนั้น

แพทริเซียค่อย ๆ เดินเข้ามาหาซินอย่างช้า ๆ พร้อมกับพยายามมองคนที่นอนพักอยู่บนเตียงนั้น คราบเลือดสีแดงนั้นติดอยู่เต็มพื้นและผ้าที่ห่มคน ๆ นั้นทั้งตัว ซินที่นั่งมองดูคน ๆ นั้นอย่างจดจ่อรู้สึกถึงแพทริเซียจึงหันมามองด้วยความสงสัย

"เป็นไงบ้าง..?" แพทริเซียถาม
"สามเดือนที่ทรมาณด้วยอาการบาดเจ็บ.. ตอนนี้ไปสู่สุขติแล้ว" ซินตอบกลับแพทริเซียไปพร้อมกับเช็ดดวงตาของตนเองเล็กน้อยแม้จะไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวออกมาแต่อย่างใด ราวกับเขาเวทนาตนเองที่ไม่หลั่งน้ำตาให้คน ๆ นี้
"เราจะฝังเขาในภายหลัง" ซินพูดขึ้นต่อก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาในขณะที่แพทริเซียยังคงมองร่างที่ถูกผ้าสีขาวห่มอยู่
"แล้วมาราอุสไปไหนล่ะ?" แพทริเซียกลับเข้าประเด็นที่นางสงสัยมานานตั้งแต่เข้ามาและไม่เห็นวี่แววใด ๆ

เมื่อซินได้ยินคำถามเขาก็หันมามองแพทริเวีย สนทนาผ่านสายตาว่านางก็คงพอจะเดาได้ ก่อนที่ซินจะเดินนำทางออกจากห้องโถงไปยังอีกห้องหนึ่งแทน

"ตอนนี้ท่านแม่อาการดีขึ้นแล้ว.. แต่พลังน่ะไม่มีทางกลับมาแข็งแกร่งดังเดิมแน่" ซินพูดสนทนากับแพทริเซียเกี่ยวกับมาราอุสในขณะที่กำลังเดิน
"พลังที่สร้างหายนะของนางนั้นข้าได้ขับไล่มันออกไปแล้ว หากยังอยู่ล่ะก็ ท่านแม่คงจะกลายเป็นปีศาจไปเลยก็ได้" ซินเสริมขึ้นต่อ แพทริเซียที่ได้ยินดังนั้นก็มิได้ตอบกลับอะไรเพิ่มเติม

"ทว่ากับนางนั้นตรงกันข้าม" ซินที่เดินหยุดอยู่หน้าประตูห้อง ๆ หนึ่งและกำลังจะเปิดออกพูดกับแพทริเซียขึ้นก่อน ซึ่งนั่นทำให้นางงุนงงสงสัย
"หมายความว่าอย่างไร?" แพทริเซียเอ่ยถามซิน
"พลังของนางเสื่อมลงกระทันหัน ร่างแยกจึงหายไป ร่างจริงที่เราช่วยมาได้ก็ใกล้จะตายลงเรื่อย ๆ.. ความหวังที่นางจะรอดนั้นริบหรี่มาก" ซินพูดขึ้นก่อนที่เขาจะเปิดประตูออกให้แพทริเซียเห็น

".. ไง" เสียงของยายแก่ทักทายซินและแพทริเซียที่เปิดประตูเข้ามา หญิงสาวผมสีม่วงที่นั่งเฝ้ายายแก่อยู่ข้าง ๆ เห็นดังนั้นจึงหันกลับมามองซินและแพทริเซีย
"ไง ลูก" นางทักทายซินขึ้นมา แพทริเซียที่แม้จะได้ยินมาบ่อยครั้งแล้วแต่ก็ยังคงงุนงงอยู่ดี ทว่าก็ไม่ได้ถามอะไรพวกเขา
"แย่ลงเรื่อย ๆ เลย อาการของริกะ" มาราอุสพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่มัตซึอุระ ริกะ ราชินีแห่งอาร์ธีร์เก่าที่มีอายุถึงพันปี ตอนนี้นางเข้าใกล้กับการกลายเป็นภูติวิญญาณเอามาก ๆ ไม่แพ้คนชราคนอื่น ๆ

"พึ่งจะรอดมาจากนรกมานี่นะ" แพทริเซียตอบกลับมาราอุสไป
"โชคดีที่มาพักในนรกทัน" ซินพูดขึ้นต่อตามความเป็นจริงทำให้คำพูดของแพทริเซียดูประหลาดอย่างไรไม่รู้
"แล้วคนที่พานางมาล่ะ?" มาราอุสถามซินต่อถึงคนที่พามัตซึอุระ ริกะมายังที่นี่

ทว่าเมื่อซินได้ยินดังนั้นเขาก็ส่ายหน้าในทันที คนที่มาราอุสพูดถึงตอนนี้นั้นได้สิ้นชีพลงแล้ว ซึ่งนั่นก็ทำให้ทั้งสองดูจะเศร้าสลดเล็กน้อยก่อนที่มาราอุสจะเป็นฝ่ายตอบกลับไป

"อย่างน้อยก็ได้ทำหน้าที่อย่างมีเกียรติไปแล้วล่ะนะ.." มาราอุสพูดขึ้นก่อนที่จะลดสายตามองลงไปที่ริกะที่กำลังจ้องมองมาราอุสอยู่
"... เจ้า" ริกะพูดขึ้นอย่างแผ่วเบาราวกับนางพึ่งนึกถึงบางอย่างได้

ราวกับว่าริกะนั้นพึ่งจะจำสีหน้าของมาราอุสได้ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาก็อยู่ด้วยการโดยตลอด สีหน้าของริกะแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวตามภาษาคนแก่ทั่วไป หวาดกลัวในตัวมาราอุสแม้ว่ามาราอุสจะดูเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตามที

".. ข้าขอโทษสำหรับวันวานเก่า ๆ ด้วย.. ท่านริกะ" มาราอุสพูดขอโทษกับริกะขึ้น

ตัวริกะที่เห็นดังนั้นก็ยิ้มหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนที่เสียงหัวเราะอันแหบแห้นจะเริ่มกลายเป็นเสียงไอค่อกแค่กราวกับคนป่วยใกล้ตายซึ่งนั่นทำให้มาราอุสรีบคว้าแก้วน้ำขึ้นมาให้ริกะดื่มในทันที

"แค่ก ๆ .. อ่า.. เจ้าน่ะ.. ต้องดีใจมากแน่ ๆ ... แค่ก ๆ ..." ริกะพูดอย่างมีนัยน์ก่อนที่จะหลับตาลงและพูดขึ้นมาเป็นวาจาสุดท้ายก่อนที่นางจะหลับพักผ่อนลงไป
"อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้.. และเจ้าจะรีบไป.."

มาราอุสที่ได้ยินวาจาสุดท้ายของริกะดังนั้นนางก็งุนงงเล็กน้อยก่อนที่จะขยับสายตาไปหาซินและแพทริเซียเผื่อว่าพวกเขาจะเข้าใจว่าคำพูดที่ดูมีเล่ห์กล มีเงื่อนงำนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน ทว่าดูเหมือนทั้งซินและแพทริเซียก็จะไม่ทราบว่าวาจาของราชินีแห่งอาร์ธีร์เก่านั้นต้องการจะสื่อถึงสิงใดกันและมันนั้นเกี่ยวข้องกับมาราอุสอย่างไร..

ณ เมืองโซเดีย ประเทศเอลลาส อีกมิติหนึ่ง

"ดูซิ นั่นเรือใคร... พวกโจรสลัด"
"พวกมันมาทำอะไรที่นี่อีกล่ะ สัปดาห์ก่อนก็พึ่งจะมาเองไม่ใช่เหรอ?"
"เหมือนจะเป็นคนละพวกนะ"

เหล่าชาวบ้านบริเวญท่าเรือของเมืองโซเดียคุยซุบซิบกันเกี่ยวกับการมาถึงของเรือโจรสลัดสำใหญ่ที่เข้ามายังเมืองโซเดียแห่งนี้ เมื่อนั้นกลุ่มอัศวินนับสิบคนของเมืองโซเดียก็เดินตรงเข้ามาผ่านชาวบ้านชาวประมงแถวนั้นอย่างเป็นระเบียบพร้อมกับมีชายผมสีน้ำตาลคนหนึ่งเดินนำตรงเข้ามาหาด้วย โจรสลัดตัวอ้วนพุ้ยคนหนึ่งก็เดินลงมาจากเรือราวกับเป็นตัวแทนของเรือขึ้นมาเจรจากับชายผมสีน้ำตาลอะไรอย่างนั้น

"แม่ทัพเฮนรี่.. กระผมคือ-"
"ไม่สำคัญ.. แกมาทำอะไรที่เมืองโซเดียแห่งนี้โดยไม่มีสาสน์การมาถึง แก่ท่านลอร์ดกัน" ไม่ทันที่โ๗รสลัดตัวอ้วนคนนั้นจะพูดจบ เฮนรี่ก็พูดขึ้นอย่างเกรงขามพร้อมกับชักดาบขู่ขึ้นมาในทันที เห็นได้ชัดว่าพวกเฮนรี่นั้นไม่ได้เป็นมิตรกับพวกเขาแต่อย่างใด
"เรามิได้มาค้าขายหรือปล้นอะไรหรอกครับ ท่านแม่ทัพ.. พวกเรามาเพื่อ.. " โจรสลัดคนนั้นกำลังจะพูดทว่าดูเหมือนเขาจะนึกคำไม่ออกกลางคันอะไรอย่างนั้น ซึ่งนั่นทำให้เฮฯรี่งุนงงและรอฟังคำอยู่

"ฉลอง.. ไม่สิ มันคือคำว่าอะไรนะ..."
"สังสรรค์.. แสดงความยินดีกับชัยชนะที่ผ่าน ๆ มา.." เมื่อนั้นชายสวมหมวกก็เดินลงมาจากเรือพร้อมกับชายอีกสองคนเดินตามลงมา เฮนรี่ที่ได้ยินดังนั้นก็หันไปมองชายสวมหมวกด้วยความงุนงงสงสัย
"... เจ้าคือ.. ?" เฮนรี่ถามถึงนามของชายสวมหมวกคนนั้น เมื่อนั้นชายสวมหมวกก็ถอดหมวกออกเผยให้เห็นถึงใบหน้าที่คุ้นเคย

"กัปตันลูฟี่ เอส.. ครับ" ลูฟี่แนะนำตัวเขาขึ้นมา
"ส่วนทางนี้คือรองกัปตันเรือของข้า.. เคไซ"
"และทางนี้คือต้นหนเรือของเรา.. ซาเรียส" ลูฟี่แนะนำตัวชายสองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา เมื่อเฮฯรี่ได้ยินนามที่สามดังนั้นก็หันไปมองชายผมสีน้ำตาลไว้หนวดเครารุงรังในทันที

".. ซาเรียส.. นั่นเจ้าหรือ?" เฮนรี่ถามขึ้นมาเพื่อความแน่ชัด
".. ใช่" ซาเรียสตอบกลับไปสั้น ๆ กระทัดรัดชัดเจนแก่เฮนรี่ ซึ่งนั่นทำให้เฮนรี่หัวเราะติดตลกออกมาเล็กน้อย
"ข้าขอพูดแทนท่านลอร์ดลูคัสแล้วกัน ลูฟี่ .. ซาเรียส"
"มิได้เจอกันนาน สหายทั้งสอง.. และยินดีต้อนรับกลับสู๋ผืนดินแห่งเอลลาสด้วย"

------------------------------------------------------
ช่วงนี้ตอนแต่ละตอนน่าจะสั้นยาวประมาณนี้นะครับ (กลับมาเหมือนซีซั่นแรก ตอนสั้น ๆ เอื่อย ๆ ถถถถถถถ)

เอาเป็นว่า.. จะพยายามปั่นให้เร็วและสนุกมีคุณภาพสูงแล้วกันนะครับ 5555