+ ตอบกระทู้
Results 1 to 4 of 4

กระทู้: Resurrection of the BLOOD : รวมเหล่าอมตะฝ่าวิกฤตแวมไพร {Chapter 02 part 1 } “It haunting inside him''

  1. #1

    Default Resurrection of the BLOOD : รวมเหล่าอมตะฝ่าวิกฤตแวมไพร {Chapter 02 part 1 } “It haunting inside him''

    {Chapter 02 Part 1} ‘It haunting inside him’

    เฟลิเซียร์ อัลคาซาร์ วิเลเบลล่าแห่งบิลเดมาลิโอที่ 14

    "นี่คือคัมภีร์แวมไพรของตระกูลเองเกิ้ลล่ะ !"

    แวมไพรหนุ่มผมสีขาวคนหนึ่งมีนัยน์ตา 2 สีทางด้านซ้ายเป็นสีแดงตามธรรมชาติของแวมไพรทั่วๆไปแต่ดวงตาด้านขวากลับมีนัยน์ตาสีเหลืองคล้ายสีของชาซึ่งเป็นนัยน์ตาในแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เค้าพูดขึ้นมาพร้อมยื่นหนังสือขนาดใหญ่และมีความหนาพอประมาณเล่มหนึ่งให้ฉันดู


    ปกหนังสือทำมาจากเปลือกไม้สคาญาร์โดยต้นสคาญาร์เป็นต้นไม้สายพันธุ์โบราณที่แทบไม่มีคนรู้จัก ที่ได้ชื่อว่าเป็น [ต้นไม้แวมไพร] เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่โดนแสงแดดไม่ได้หากโดนแสงแดดจะเกิดการลุกไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านสามารถสร้างอาหารโดยการสังเคราะห์ด้วยธาตุเหล็กซึ่งจะมาจากเลือดของสิ่งมีชีวิตเท่านั้นด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงเรียกมันว่าต้นไม้แวมไพรและมักจะถูกปลูกไว้ประดับตามชั้นใต้ดินหรือรอบๆปราสาทแวมไพรโดยมีที่กำบังแดดไว้ เป็นพันธุ์ไม้หายากอันดับต้นๆของโลกยุคนี้


    แผ่นกระดาษของหนังสือค่อนข้างยับและมีความหยาบพอสมควรสีจากแผ่นกระดาษออกเป็นสีเหลืองเล็กน้อยแสดงให้เห็นถึงอายุอันยาวนานและการผ่านการใช้งานมามากของหนังสือเล่มนี้

    "ทุกๆตระกูลแวมไพรจะมีคัมภีร์ประจำตระกูลไว้สำหรับบันทึกเรื่องราว ข้อมูลลับ ประวัติศาสตร์ของตระกูลไว้ ไม่แปลกที่คัมภีร์ประจำตระกูลเอลเกิ้ลจะมีความเก่าแก่ได้ขนาดนี้ ก็เพราะตระกูลนี้อยู่มายาวนานมากแล้วยังไงล่ะ นอกจากนั้นนะ คัมภีร์ยังรวบรวมเวทมนตร์ คาถาลับ คำสาปมืดของแต่ละตระกูลไว้อีกด้วยตรงส่วนนี้แหละที่ทำให้คัมภีร์เล่มนี้มีความสำคัญเพราะหากมีคนนอกหรือแม้แต่กระทั่งคนในตระกูลคนใดก็ตามที่ไม่ใช่คนที่น่าไว้ใจพอ ถ้าหากล่วงรู้ความลับและคำสาปของตระกูลแล้วอาจจะเป็นภัยต่อตระกูลได้ เพราะฉนั้นคัมภีร์ของแต่ละตระกูลต้องถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในปราสาทที่ใหญ่และมีการป้องกันแน่นหนาที่สุดของตระกูล ซึ่งนั่นก็คือปราสาทฮ็อปทาลั่มของฉันนี่แหละ"

    [ไอริช เองเกิ้ล] ถือคัมภีร์เล่มนั้นพรางจ้องมองและลูบคลำพร้อมกับพูดถึงความสำคัญของมันด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังพรางโอ้อวดถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลตนเองเล็กน้อย สีหน้าของเค้าดูค่อนข้างเคลิบเคลิ้มและหลงใหลในเวทมนตร์ลับประจำตระกูลไม่เบาซึ่งคนนอกซึ่งเป็นแม่มดอย่างชั้นคงไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งกับเวทมนตร์พวกนั้น

    "ก็...นะ...ดูขลังพอสมควรเลยนะ...เจ้าคัมภีร์เล่มนั้นน่ะ ว่าแต่คุณมีแผนอะไรต่อไปบ้างล่ะ...นี่...ก็ผ่านมา 2 เดือนแล้วนะ ภารกิจของคุณคือการออกตามหาพวกพ้องแวมไพรเพื่อมารวมพลังกันตามหาอัญมณีสีเลือดทั้ง 7 และยืมพลังของผู้กล้ามาหยุดยั้งวิกฤตตามคำนายของเทพพยากรณ์ที่ว่ายุคสิ้นสุดของแวมไพรกำลังใกล้เข้ามาน่ะ"

    "สำหรับเรื่องนั้นน่ะนะ..." ไอริช เองเกิ้ลพูดพร้อมกับสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเล็กน้อย


    อย่างที่ฉันพูดไป... 2 เดือนตั้งแต่ที่ไอริช เองเกิ้ล [แวมไพร์เลือดหยดสุดท้าย] ได้ตื่นขึ้นมา


    [แวมไพร์เลือดหยดสุดท้าย] หรือแวมไพรผู้ถูกเลือกและถูกทำให้หลับใหลและจำศีลอยู่ภายใต้ปราสาทฮ็อปทาลั่มมาเป็นเวลานานโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ซ่อนตัวหลบภัยจากการกวาดล้างไล่ล่าเผ่าพันธุ์แวมไพรของพวกมนุษย์ โดยผู้ที่ถูกเลือกคนนี้จะได้รับภารกิจอันใหญ่ล่วงนั่นก็คือการต้องกอบกู้เผ่าพันธุ์แวมไพรให้กลับมาผงาดและหยุดยั้งยุคสิ้นสุดของแวมไพร์ให้จงได้


    สำหรับตระกูลเองเกิ้ลแล้วเป็นตระกูลแวมไพรที่ได้มีการติดต่อกับเผ่าพันธุ์แม่มดซึ่งเป็นหนึ่งในเผ่าพันธ์ุ [เซมิอิมมอทัลลิตี้] มาเป็นเวลาช้านาน แม่มดผู้ซึ่งดำรงตำแหน่ง [เทพพยากรณ์] คนหนึ่งในอดีตได้ทำนายไว้ว่าในอนาคตพวกเหล่ามนุษย์จะหันมาไล่ล่าและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แวมไพร กลียุคจะมาถึงและที่แย่ไปกว่านั้นคือพวกเหล่าแวมไพรก็จะหันมาฆ่าฟันกันเองด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกันเหล่ามนุษย์ก็ไม่วายที่จะทำสงครามกันเองอีกครั้งด้วยเนื่องจากโลกในอนาคตจะเป็นโลกที่กำลังจะตายและทุกชีวิตจะต้องแก่งแย่งฆ่าฟันกันเองเพื่อความอยู่รอด มหาวิบัติยุคสิ้นกำลังจะมาถึงดังนั้นจึงควรที่จะมีผู้กอบกู้ไว้สำหรับอนาคตอันโหดร้ายที่กำลังจะมา


    แวมไพรตระกูลเองเกิ้ลจึงได้ทำการประชุมกันกับเทพพยากรณ์และบรรดาแม่มดจอมขมังเวทย์ พวกเค้าตัดสินใจวางแผนที่จะคัดเลือกแวมไพรผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อมคนหนึ่ง ผู้ที่ถูกเลือกคนนั้นจะต้องจำศีลเพื่อรวบรวมพลัง ฟืนฟู สร้างและพัฒนาพลังแห่งความมืดภายในตัวให้ได้มากที่สุดระหว่างการหลับใหลนอกจากนั้นยังมีจุดประสงค์เพื่อให้หลบซ่อนตัวจากภัยอันตรายด้านนอกและเมื่อถึงวันเวลาที่ถูกทำนายไว้ แวมไพรคนนั้นจะตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลและสานต่อภารกิจที่ได้รับมอบมาย แวมไพรที่ถูกเลือกมีชื่อเรียกอีกอย่างนึงว่า [แวมไพรเลือดหยดสุดท้าย] เปรียบเสมือนความหวังสุดท้ายของเหล่าแวมไพร


    ทั้งหมดนี้คือประวัติศาสตร์ที่ฉันรู้มาจากแม่มดที่มาเล่าให้ฟังและที่เหลือมาจากแวมไพรเฒ่าที่ติดต่อตัวฉันมา ฉันไม่ได้เป็นแม่มดที่สูงสักหรือขมังเวทย์พอที่จะมีส่วนรู้เห็นกับแผนการลับนั้นโดยตรง เพียงแต่ว่า...คำทำนายทุกอย่างที่ว่ามานั้นเป็นเรื่องจริง


    ฉันเป็น [แม่มดผูกชะตา] ของแวมไพรเลือดหยดสุดท้าย ! ใช่แล้ว ! ฉันเป็นแม่มดผูกชะตาของไอริช เองเกิ้ล สำหรับตระกูลเองเกิ้ลที่มีการติดต่อกับตระกูลแม่มดมาอย่างยาวนาน เป็นธรรมดาที่คนสำคัญของตระกูลจะต้องมีแม่มดผูกชะตาหรือแม่มดประจำกายที่จะคอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา แลกเปลี่ยนพลังเวทย์ให้ หรือจะเรียกได้ว่าเป็นเลขาให้กลายๆก็ไม่ผิด


    แต่ทว่าทุกๆครั้งที่ฉันพร้อมที่จะให้คำปรึกษาหรือต้องการที่จะนำเสนอแผนในการกอบกู้วิกฤตยุคสิ้นสุดของแวมไพรซึ่งเป็นภารกิจและหน้าที่ที่เค้าได้รับมอบหมาย ไอริชก็จะพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก สีหน้าไม่สบายใจและจะพยายามทำเมินและเปลี่ยนเรื่องตลอดทุกครั้ง... เหมือนตัวเค้ายังคงไม่มั่นใจ ยังไม่พร้อมที่จะทำภารกิจนั้น...


    "สำหรับเรื่องนั้นน่ะนะ... พอดีฉันคิดว่ายังไม่ถึงเวลาน่ะ... ไม่สิ... ไม่... ใช่แล้วล่ะ... มันยังไม่ถึงเวลาและฉันก็ยังคงไม่พร้อมพอ... ฮึ ฮึ ไม่ต้องห่วงหรอกนะ แต่สำหรับฉันแล้วยุคสิ้นสุดมันยังมาไม่ถึงขนาดนั้นหรอกนะ..."


    เค้าพูดอย่างตะกุกตะกัก สีหน้าไม่ค่อยสบายใจและเหมือนพยายามเบือนหน้าหนี...


    "ใช่สิ !! ฉันว่าฉันไป 'ฟื้นฟู' อีกครั้งใน *ห้องแห่งกาลเวลาดีกว่านะ เธอเองก็พยายามเข้าล่ะ เธอเป็นเลขาที่ดีมากเลยนะ..."


    เหมือนเคย... เป็นอีกครั้งที่เค้าพยายามเปลี่ยนเรื่องและเดินจากฉันไป


    ฉันพยายามหาสาเหตุถึงความไม่มั่นใจของเค้า อะไรกันคือสิ่งที่ยังทำให้เค้าไม่พร้อม... บางที... ชั้นก็พึงคิดได้ว่ามันคงเป็นหน้าที่อันหนักหนาสาหัสเกินไปสำหรับเค้า... ลองคิดดูว่าถ้าเป็นตัวของฉันเองสิ... ต้องตื่นขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว... บนโลกที่เหล่าพี่น้องถูกกวาดล้างไปจนแทบไม่เหลือ คนที่รู้จักตายหมด ต้องมาพบกับใครก็ไม่รู้ 2 คนในขณะเดียวกันก็ต้องสานต่อภารกิจที่ยากเกินกว่าที่คนๆเดียวจะทำได้ไหว


    เหมือนเค้าอยู่ตัวคนเดียว ไร้ที่พึ่ง ไร้ทิศทาง ไร้เพื่อน ไร้ความหวังเหมือนอยู่ท่ามกลางที่โล่งกว้างทว่าไม่มีผู้ใดเคียงข้าง อยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีแดงอันมืดมิดของโลกที่กำลังจะตาย ไร้ซึ่งแสงสว่าง เป็นเพียงแวมไพรเลือดหยดสุดท้ายผู้แสนเดียวดาย


    ฉันคนนี้จะไม่ยอมให้เค้ามีจุดจบและต้องล้มเหลวแบบนั้น ฉันผู้ซึ่งได้รับตำแหน่งอันสูงส่ง [แม่มดผูกชะตาของแวมไพรเลือดหยดสุดท้าย] จะทำสุดความสามารถเพื่อพาให้เค้าบรรลุจุดมุ่งหมายของเค้าให้ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะมันเป็นหน้าที่ของฉัน... แต่เป็นเพราะฉันเชื่อในตัวเค้าและเพราะเราต่างมีอะไรคล้ายๆกัน


    ฉันเองก็เป็นคนที่หลบหนีมาทั้งชีวิต... แม่มดพี่สาวแสนชั่วร้ายของฉันต้องการที่จะขับไล่ฉันออกจากตระกูล เธอทำได้สำเร็จและทำให้ฉันต้องกลายเป็นแม่มดผู้หลงทางและต้องอยู่อย่างแสนเดียวดายมาทั้งชีวิต เท่านั้นยังเลวร้ายไม่พอ...เธอต้องการที่จะตามล่าฆ่าฉัน เธอต้องการกำจัดเพราะว่าคำทำนายได้บอกไว้ว่า 'เลือดบริสุทธิ์จะกลับมาล้างเลือดชั่ว'


    ฉันผู้เกิดมาจากต้นตระกูลสายตรงย่อมถูกเรียกได้ว่าเป็น [เลือดบริสุทธิ์] ขนานแท้ และคงไม่แปลกที่แม่มดผู้ทำการลอบสังหารคนในตระกูลเพื่อที่จะได้ขึ้นบัลลังก์เองอย่างพี่สาวฉันจะถูกเรียกได้ว่าเป็น [เลือดชั่ว] ถึงฉันจะเกิดมาพร้อมพันธุกรรมที่ได้รับมาจากแม่ [มาเรีย บิลเดมาริโอ] ทำให้ฉันเป็นแม่มดที่ล้มป่วยอยู่บ่อยครั้งและมีอายุขัยสั้นกว่าคนอื่นแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉันเกลียดแม่ของฉันเองและก็ไม่ได้ทำให้พี่สาวของฉันไม่ไล่ล่าฉันอีกด้วย เธอเป็นแม่มดที่ไร้ความเมตตาและความปราณี


    ความหลังที่ต้องโดดเดี่ยว อ้างว้าง ไร้ที่พึ่งและต้องพึ่งตนเองมาโดยตลอดของฉันเหมือนทำให้ความรู้สึกของเราสื่อถึงกันได้ เค้า (ไอริช) กำลังหวาดกลัว กำลังไม่รู้ กำลังสงสัย ความโดดเดี่ยวและความหวาดกลัวได้เข้าหลอกหลอนจิตวิญญาณของเค้า ความรู้สึกของเค้านั้นส่งผ่านมาถึงฉันดี


    สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้มีเพียงการรอคอยเวลาเท่านั้น... รอให้เค้าพร้อมและหายหวาดกลัว มันจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อที่จะไม่ให้มันหลอกหลอนตัวเค้าได้ ตัวฉันในตอนนี้ได้รับความปลอดภัยและการคุ้มครองจากแวมไพรเฒ่าผู้ติดต่อตัวฉันมา [ทิวาน คราสท์] ภายใต้ปราสาทฮ็อปทาลั่มแห่งนี้ พี่สาวของฉันคงจะไม่สามารถหาฉันพบไปอีกนาน สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือการรอ


    *ห้องแห่งกาลเวลา -ไม่ใช่ห้องที่ใช้ในการย้อนเวลาตามชื่อแบบที่คนทั่วไปคิดกัน...ทว่ามันเป็นวิทยาการที่ตระกูลเองเกิ้ลและแม่มดใช้เวทมนตร์ร่วมกันสร้างขึ้นมา เป็นห้องที่รวบรวมเรื่องราวและความเป็นไปทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งห้องๆนี้จะทำให้เราสามารถติดต่อกับ [ดิไดเมนชันเนอร์] ภูติผู้ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์เซมิอิมมอทัลลิตี้ชนิดหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งมีอายุขัยเป็นล้านๆปีสามารถเดินทางไปยังมิติอื่นๆที่ทับซ้อนกันอยู่ได้จนแทบจะอยู่เหนือกาลเวลาและการเกิดแก่เจ็บตาย (แทบจะ) ภูติตนนี้จะคอยเล่าเรื่องราวแก่ผู้ที่เข้าไป ไอริช เองเกิ้ลใช้ห้องนี้ในการศึกษาว่าตลอดเวลาที่เค้าหลับใหลเป็นเวลาหลาย 10 ปีเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างโดยต้องอยู่ในสภาวะหลับลึกเท่านั้นถึงจะสามารถติดต่อกับไดเมินชันเนอร์ได้



    ----------------------------------------------------------------------------------------




    เอม่อน เซเนียร์
    ณ แคมป์แห่งหนึ่งกลางทะเลทรายชิงพลบ

    "รู้มั้ย... ว่าก่อนหน้านี้ฉันบอกแล้วว่าให้นายดูแลวิทยุสื่อสารไว้ให้ดีๆ แล้วสุดท้ายเป็นยังไงล่ะ ! เยี่ยมไปเลยพอคนฉลาด ! ต่อจากนี้ฉันคงไม่ต้องคอยเตือนอะไรนายแล้วอีกสินะเพราะสมองนายถ้าไม่กลวงเกินเยียวยาก็คงจะหนาเพราะมีเกราะกำบังที่ชื่อว่าอีโก้มากเกินไปต่อให้เตือนอะไรไปก็คงไม่เข้าสมองอยู่ดี !"

    เสียงด่าทอเชิงประชดประชันและเสียดสีของเซียร์เป็นสิ่งที่ผมได้ยินเป็นประจำอยู่แล้ว... แต่ให้ตายเถอะ ! ยัยผู้หญิงซึนเดเระเอ้ย ตอนนี้มันใช่เวลาไหมเนี่ย !!

    "พี่เซียร์... ใจเย็นๆก่อนนะครับ นี่มันไม่ใช่เวลา---"


    "แแแแหม่ !!! ตอนออกจากถ้ำมาได้ทำเป็นพูดทำเท่ห์ !!! ทำเป็นแวมไพรอยากหล่อ !!! ทำเป็นพวกศิลปินอารมณ์สุนทรี !!! ทำเป็นมองพระอาทิตย์กำลังจะตกแล้วก็บอกว่า 'เทอณ่ะเฆยเห็นบร๊ะอาดิดย์ตกดรินหรือปะล่าวววว' (น้ำเสียงล้อเลียน) ปัดโถ่วววเถอะ !!! ให้ตายสิยะ !!! พอหลังจากนั้นไม่กี่วิเท่ห์อยู่ได้ไม่นาน...ยังไงล่ะ !!! ทำวิทยุสื่อสารพัง !!! ติดต่อกลับฐานไม่ได้สุดท้ายเลยต้องมาระหกระเหินกลางทะเลทรายไม่มีคนมารับแล้วก็มาเจอพวกโจรปล้นทะเลทรายจับมาอย่างงี้ยังไงเล่าา !!!!!!!!"

    เจ้าเมอร์ซี่พยายามจะกล่อมให้เซียร์ใจเย็นลงทว่าแม้แต่เจ้าเมอร์ซี่ที่เป็นพวกสายลุยของแท้ยังต้องศีโรราบให้กับความพูดมาก บ่นเป็นน้ำไหลไฟแลบของผู้หญิงคนนี้ !!! เซียร์ยังคงบ่นไม่หยุด คำพูดของเธอพุ่งเข้าทำร้ายตัวผมตรงๆ คำด่า คำบ่นอันน่ารำคาญของเธอพ่นออกมารัวๆราวกับปืนกล แต่...

    แต่ก็นะ...

    ให้ตายเถอะ...

    "นี่ดูสิมันกำลังจะเช้าแล้ววว แล้วเรา 3 คนก็ถูกจับตรึงกับแท่นบูชายัญรูปไม้กางเขนซึ่งทำมาจากเงินที่ตั้งอยู่ที่โล่ง กลางแจ้ง ไม่มีสิ่งกีดขวาง ไม่มีต้นไม้ ไม่มีเงา มีแต่แสงอาทิตย์ยามเช้าสวยสดงดงามน่าชวนฝัน 'เน้ๆพวกนายเคยเห็นบร๊ะอาทิตย์ตอนกำลังขึ้นบ้างไหมล่ะ !!!' (ล้อเลียนที่ผมพูดตอนพระอาทิตย์ตก) นึกไม่ถึงเลยใช่ไหมล่ะ !!! สวยงามจนต้องถ่ายภาพเก็บเอาไว้เลยล่ะ !! แล้วอ่าห้า !! น่าเสียดายจังที่มือของฉันตอนนี้ถูกมัดไว้เหนือหัวด้วยเส้นลวดที่ทำจากเงินล่ะ ! คงจะเอื้อมมือไปหยิบกล้องถ่ายรูปไม่ได้ล่ะนะ แต่ไม่ต้องห่วงงง แสงอาทิตย์นี่มันจะสว่างจ้าาา งดงามจนพวกนายต้องหลับตาไปเลยล่ะแล้วก็คงจะจดจำมันไปอีกนานนนนแสนนานนนเลยทีเดียวถ้ายังมีชีวิตอยู่ให้จำอะนะ แล้วก็นะจะบอกให้อีกอย่างแสงอาทิตย์ยามเช้าเนี่ยยมีวิตามิน D ด้วยนาา พวกนายจงอ้าแขนรับพลังจากวิตามิน D นั่นสิ ฮะ ฮะ ฮ่าา อ่ออลืมไปแขนขาพวกเราถูกมัดด้วยลวดเงินอยู่ยังไงล่ะคงจะอ้าแขนรับไม่ได้... แย่หน่อยนะ ส่วนลวดเงินที่ไม่มีฤทธิ์และพิษสงใดๆทั้งสิ้นต่อแวมไพรเลยก็ไม่ได้ทำฉันคนนี้รู้สึกเจ็บปวดและไร้เรี่ยวแรงเลยแม้แต่น้อย ไม่เลยล่ะนะ อ๊ะอ่า ไม่เลยซักนิดเดียว... ไม่เป็นไรถ้าอ้าแขนรับไม่ได้ก็จะขออ้าปากรับพลังจากแสงอาทิตย์แทนละกันนะ"

    [อ่าาาาาาาาาาาาาาาาาา]


    โถ่ววว ยัยบ้องตื้นเอ้ยยย !!!

    "ถ้าอ้าปากได้ก็ช่วยหุบปากมากของเธอลงด้วย !! นี่มันใช่เวลามางี่เง่ามั้ยเนี่ย !!"


    "โอ้ยย อะไรกันนะ ??? ไม่ได้ยินเบยยย มัวแต่อ้าปากอยู่ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นแหละ"

    [อ่าาาาาาาาาาาาาาาาาา]

    "โถ่ววว ไปตายเหอะยัยแวมไพรสมองน้อยเหมือนหน้าอกอันน้อยนิดเอ้ย..."


    "หาาาา !! ว่ายังไงนะยะอีตาบ้าาา !! นี่จะตายแหล่ไม่ตายแหล่อยู่แล้วยังมีหน้ามาด่าเรื่องหน้าอกฉันอีกหรอ ฮึ่ยยย อึ่ยยย ยึ่ยยยย (พูดไม่ออก) กรอดดดด (กัดฟัน)"


    "...."


    "เย็นไว้...เย็นไว้...ฮึ ฮึ ฮึ ฮึไม่อยากจะเผานะแต่นายเป็นแวมไพรที่จูบได้ห่วยโคตรๆเลยล่ะ !! คราวหลังไปหัดจูบมาใหม่นะ !!"


    "โอ้ววว !! สนุกมากเลยล่ะเซียร์ที่ต้องมาต่อล้อต่อเถียงกับเธอในเวลาที่ใกล้จะตายแบบนี้ !! เวลาคับขันแบบนี้ได้มาเถียงกับยัยแวมไพรสาวหน้าตาสวยผมดำแถมยังปากร้ายแบบนี้นี่มันฝันที่เป็นจริงชัดๆเลยล่ะ ฮะ ฮ่าาา เมื่อร่างของฉันโดนเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลีหมดเมื่อไหร่วิญญาณของฉันคงจะฟินนนนนยาววไปจนถึงชาติหน้าเลยล่ะ !! เอายังไงดีล่ะ เถียงกันจนเบื่อแล้วหันมาชมกันบ้างไหมล่ะ ฮะ ฮ่าา ไหนๆก็มาจนถึงขนาดนี้แล้วจะว่าไปหน้าอกเธอถึงแบนราบเหมือนกับคัมภีร์ประจำตระกูลเซเนียร์ก็เถอะแต่มันก็สวยแล้วก็ดูน่ารักน่าทะนุถนอมดีนะ ฮะ ฮะ ฮ่าาา ถ้าติดตรงตอนจูบกันฉันไม่กำลังอ่อนเพลียอยู่ล่ะก็คงสอดมือเข้าไปลูบไล้ในเสื้อเกราะอกสีขาวบางๆของเธอเล่าาา !!!!!" o_O


    "(คิด : ดะ....เดี๋ยวก่อนนะ คัมภีร์ตระกูลเซเนียร์มันบางเชียบเลยนี่นา...) ห...ห....หะ !!! นี่....น....นายยยยยยยยยย (หน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ) โโโโโโถ่ !!!!!! อีตาแวมไพร์หื่นกามเอ้ยยยย นี่ฉันเป็นเพื่อนกับนายมาหลายปี คิดมาตลอดว่านายมันเป็นเกย์ !!! ไม่นึกเลยว่าที่แท้นายก็เป็นแวมไพร์หนุ่มจอมหื่นทั่วๆไปเองหรอกหรอเนี่ย... ไม่...ไม่นะ...นี่ฉันเผลอจูบกับนายไปแล้วด้วยสิ !! ไม่...ไม่...ไม่จริง นี่ต้องเป็นแค่ฝัน !!! ไม่นะ...อุตส่าห์จับจิ้นกับเมอร์ซี่แล้วแท้ๆ"


    เมอร์ซี่ : ' ______________ '


    "เหอะ !! เยี่ยมไปเลยที่แท้ก็เป็นพวกสาววายแต่ชีวิตจริงกลัวผู้ชายนี่เอง !! นี่วันนี้เราได้รู้ความลับเบื้องลึกของแต่ละคนเยอะมากเลยล่ะ ยอดเยี่ยมจริงๆ !!"


    "นี่มันใช่เวลามาด่ากันหรือยังไงครับพวกพี่น่ะ !!!!!!!!!!!!"

    เมอร์ซี่เหมือนจะสุดทน... ผมรออยู่ตั้งนานว่าเมื่อไหร่เจ้านี่จะระเบิดออกมา...


    ไหนๆก็ไหนๆแล้วผมขออธิบายรายละเอียดสถานการณ์ในตอนนี้ให้ชัดเจนเลยละกัน... หลังจากที่ปล้นแผ่นศิลาแห่งเลือดออกมาจากถ้ำได้ผมก็พบว่าวิทยุสื่อสารเกิดชำรุดไปเสียแล้วระหว่างการต่อสู้กับพวกฝูงซอมบี้แวมไพร ซึ่งนั่นทำให้พวกผมไม่สามารถติดต่อกับฐานได้ พวกเรา 3 คนจึงต้องผจญภัยในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล อากาศอันหนาวเหน็บและพายุทะเลทรายตอนกลางคืนไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรอยู่แล้ว แต่สุดท้ายเราก็ต้องมาซวยเอาเข้าจนได้


    พวกเราโดนโจรทะเลทรายดักปล้น เหมือนว่าพวกนั้นจะรู้วิธีรับมือกับแวมไพร ! พวกมันจู่โจมผมก่อนเป็นคนแรกด้วยลูกดอกเงินอาบยาสลบ ส่วนเซียร์กับเมอร์ซี่ถูกล้อมโจมตีแบบสายฟ้าแลบแล้วก็ถูกจับไว้ได้ด้วยตะข่ายไฟฟ้าแล้วก็ตามด้วยลูกดอกเงินอาบยาสลบแบบผม


    การจู่โจมที่ดูมีขั้นตอนแบบนี้... ไม่แน่ว่าพวกโจรทะเลทรายที่นี่อาจจะไม่ใช่โจรธรรมดาแต่เป็นพวก [นักล่าแวมไพรทมิฬ] หรือ [Dark Blood Assassin] ก็เป็นได้


    เมื่อพวกเรา 3 คนรู้สึกตัวก็พบว่าถูกขังไว้ในกรงที่ทำจากเงินและล้อมด้วยสนามไฟฟ้า แวมไพรเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไม่ถูกกับเงินแบบสุดๆเมื่อโดนพันธนาการหรือขังไว้ด้วยอะไรที่เป็นเงินแล้วพลังพิเศษของเราจะถูกกดไว้ ราวกับถูกเวทมนตร์ผนึกเอาไว้เลย !!

    "เอาล่ะ !! ถ้าพวกนาย 3 คนยังอยากมีชีวิตรอดอยู่ล่ะก็จงบอกที่ตั้งของฐานพวกนายซะ แล้วฉันจะยอมไว้ชีวิตให้ด้วยการจับไปให้ทางการทดลองแทนแต่ไม่ฆ่าทิ้ง !!"

    หัวหน้าของพวกมันตะโกนขึ้นมาพร้อมกับยื่นข้อเสนอมาให้พวกเรา พวกนี้ต้องเป็นพวกนักล่าแวมไพรทมิฬแน่ๆ ไม่ผิดจากที่คิดไว้จริงๆ


    ผมยังคงนิ่งเงียบไว้ในสมองตอนนี้ยังคิดอะไรไม่ออก เจ้าไม้กางเขนเงินที่เป็นแท่นบูชานี่มันทั้งกดพลังของผมและก็ทำให้หัวสมองของผมมันหยุดแล่นไปด้วยหรือไงกัน ! คิดอะไรไม่ออกเลย !!

    "อีกไม่นานก็จะ 6 โมงเช้าแล้ว... แสงอาทิตย์ที่เปรียบเหมือนเพชฌฆาตของพวกแกกำลังจะมาถึงแล้วนะ... เอาล่ะๆฉันจะขอถามอีกครั้ง ฐานทัพของพวกนายอยู่ที่ไหน"


    "อยู่ที่ไหนน่ะหรอเจ้าโง่ !!!!!"

    จู่ๆเซียร์ก็พูดด่าหัวหน้านักล่าขึ้นมาอย่างไม่ดูเวลาและไม่อ่านบรรยากาศเอาซะเลย !!

    "เฮ๋ ??? จะตายอยู่แล้วยังมีหน้ามาพูดดีอีกหรอฮึ...ยัยแวมไพรน่ารำคาญ" หัวหน้าของพวกมันเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองไปที่เซียร์ด้วยแววตาที่ดูแปลกใจ


    "ก็ใช่ไงล่ะเจ้าโง่ !!!!! ก็ไม่เห็นอยู่หรอว่าฉันกำลังพูดอยู่น่ะ !! เรื่องง่ายๆแค่นี้ยังจะต้องมาย้อนถามด้วยหรอห่ะ นายปัญญา.อ่อนนนน !! หน้าตาอย่างนายมันก็หวยแตกจนเกินจะบรรยายแล้ว แล้วนี่ยังจะสมองเน่าเหมือนกับต้นสคาร์ญาร์ที่ตายแล้วอีกหรอ !! ชีวิตของนายนี่มันคงน่าสม.เพช น่าเวทนา น่าสงสารและก็ด้อยค่ายิ่งกว่าเศษเสี้ยวจุลินทรีย์เลยสินะ !! โถ่วววฟ้าดินเอ่ยย (มองท้องฟ้า) นี่ฉันต้องมาตายเพราะไอ้คนไร้คุณค่า โง่เง่า หัวกลวง เกินเยียวยาเกินกว่าจะรักษาแบบมนุษย์ผู้ต้อยต่ำคนนี้งั้นหรอ ?? ชีวิตฉันนี่มันคงแย่จริงๆสินะถึงต้องมาตายแบบนี้ !! ท้องฟ้าเอ่ย...ฉันขอให้นายฟ้าผ่าใส่ฉันให้ตายไปซะตอนนี้เลยได้ไหมเพื่อที่จะได้ไม่ต้องตายเพราะกับดักของเจ้ามนุษย์ดักดานยุคหินสากเบือเน่าเฟะเละเหมือนอ้วกม้วกเหมือนขี้แบบนี้ !! (ถ้าโดนฟ้าผ่าตายก็เป็นเพราะถูกมัดติดอยู่กับกับดักของเจ้าพวกนั้นอยู่ดีไม่ใช่หรอ) หรือไม่งั้นนะพวกนายปล่อยฉันไปเถอะแล้วเดี๋ยวฉันจะเอาหัวไปหมกส้วมที่มีขี้เน่าๆคาไว้อยู่แล้วก็จะปล่อยให้แบคทีเรียเข้าสมองแล้วก็ขาดใจตายไปเองดีกว่า เอาจริงๆนะแค่เห็นหน้าพวกนายฉันคนนี้ก็ไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้วล่ะ เพราะฉนั้นลืมๆไปเถอะนะเรื่องที่อยู่ของฐานลับน่ะ เพราะให้ตายก็คงไม่บอกหรอก ความจริงแล้วไม่อยากแม้แต่จะสื่อสารกับพวกนายด้วยซ้ำ !!"

    เซียร์จู่ๆก็ด่ากราดใส่เจ้าหัวหน้าคนนั้นอย่างไม่มีเหตุผล ผมล่ะปวดหัวและเหนื่อยหน่ายกับเธอเสียจริง เมอร์ซี่เองก็คงจะเอือมในตัวเธอไม่ต่างอะไรไปจากผม...


    จะงี่เง่า จะซึน จะอะไรก็ตามแต่ ก็ขอให้มันมีขอบเขตหน่อยจะได้ไหม... แวมไพร... ผู้หญิงอย่างเธอที่ด่ากราดใส่คนที่กำลังจะฆ่าเธอด้วยการเผาทั้งเป็นอย่างไร้ซึ่งเหตุผลแบบนี้มันน่าเวทนาที่สุดต่างหากล่ะ...


    ผมไม่เข้าใจถึงเหตุผลในตัวของเพื่อนสนิทคนนี้เลยจริงๆ

    "หน็อยแน่ !! จะตายแล้วยังไม่หยุดปากมากอีกหรอยัยผู้หญิงคนนี้นิ !!"

    ดูเหมือนว่าอย่างน้อยคำพูดขยะๆของเธอยังยั่วโมโหให้หัวหน้านักล่าคนนั้นขึ้นได้ !!

    "ฮะ ฮะ ฮะ ฮ่าาาา นี่ยังต้องถามอีกหรอ ก็ใช่น่ะสิ !!! ฉันคนนี้ยังคงปากมาก ยังคงปากสุนัขไม่เลิกรา แม้ว่ามันจะถึงวาระสุดท้ายก็ตามแต่การที่ได้พูดจาดูถูกสิ่งมีชีวิตที่สุดแสนจะห่วยแตกและไร้ค่าแบบนายมันก็ทำให้ตัวฉันสนุกจนแทบจะยอมตายเลยล่ะ !! ฮะ ฮะ ฮะ ฮ่าาาา (ไหนบอกเมื่อกี้ไม่อยากแม้แต่จะสื่อสารด้วย) นายมันเป็นคนน่าสงสารจริงๆ ฮะ ฮะ ฮะ ฮ่าาาา"

    เธอนั่นแหละน่าสงสาร

    "หัวหน้าครับยิงมันด้วยกระสุนเงินเลยไหมครับ ??"


    "ฮึ..."

    ลูกน้องคนนึงกล่าวกับหัวหน้านักล่าที่โดนเซียร์พูดจาเหยียดหยามอย่างไม่ไว้หน้าอยู่

    "อ่าวววๆ นี่พวกสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำแบบพวกนายสามารถสื่อสารกันผ่านวิธีการพูดได้ด้วยหรอกหรอ ?! โอ้โห้ !! สุดยอดไปเลย เกิดมาพึ่งเคยเห็น !! ยอดเยี่ยมไปเลยล่ะนะ ฮะ ฮะ ฮ่าาาา สงสัยตัวฉันในตอนนี้คงต้องร้องเพลงสรรเสริญฉลองให้กับการที่พวกนายที่มันชั้นต่ำสุดๆแต่กลับสื่อสารด้วยการพูดจาได้ไม่น่าเชื่อจริงๆเลยล่ะนะ ขอถามหน่อยสิว่ามีปากแล้วมีทางเดินอาหารแล้วหรือยัง ขับถ่ายทางไหน เอ๋หรือว่าก็ขับถ่ายออกมาทางปากด้วยเหมือนกัน น่าสงสัยจริงๆเลยนาาา เอาล่ะจะเริ่มร้องเพลงแล้วนะ ลาาาา ลาาาา ล้าลัลล้าาาา ล้าลัลล้าาา ~~~~~~~~~"

    ผมล่ะไม่เข้าใจเธอจริงๆ !! นี่เธอต้องการอะไรกัน เธอต้องการที่จะพิสูจน์อะไร เธอเสียสติ เธอบ้าไปแล้วหรอ !! นี่กำลังจะตายอยู่ทนโท่ยังมีหน้ามาทำสิ่งที่น่าเวทนาแบบนี้อีก !! รู้ตัวหรือเปล่าเนี่ยว่าที่ทำอยู่ต่างหากล่ะที่น่าสม.เพชที่สุด !!

    หัวหน้านักล่า : เอาปืนมานี่ (หูแวมไพรของผมได้ยินสิ่งที่พวกนั้นกำลังกระซิบกันอยู่ !)

    เอ๋ !? เดี๋ยวก่อนนะ

    หัวหน้านักล่าคนนั้นหยิบปืนขึ้นมาจ่อไปหาเซียร์ !!

    สายตาแวมไพรจองผมจ้องมองไปที่ลักษณะปืนก็รู้ทันทีไว้ว่าข้างในนั้นเป็นกระสุนเงิน !!

    บ้าน่า !! กระสุนเงินเพียงนัดเดียวก็สังหารแวมไพรให้ตายคาที่ได้เลยนะ !! เฮ้ยเอาจริงสิ !!

    "พี่เซียร์ครับหยุดเลยนะครับ !! ไม่งั้นพี่จะตายนะ !!" แม้แต่เมอร์ซี่ก็ยังต้องรีบตะโกนเตือนเซียร์


    "นี่เซียร์ !! หยุดเลยนะ !! ฉันไม่รู้ว่าเธอต้องการที่จะสื่ออะไรหรือจะพิสูจน์อะไร !! แต่ที่ทำอยู่มันไม่ช่วยเลยซักนิดเดียว !! แต่ฉันขอล่ะ !! หยุดก่อน หยุดยั่วโมโหพวกมันก่อน !! พวกมันจ่อปืนกระสุนขึ้นมาเพื่อจะยิงเธอให้ตายคาที่เลยนะ !! นี่ตายจริงๆเลยนะเซียร์ !! นี่เซียร์ได้ยินฉันมั้ยบอกให้หยุดก่อน !!"

    ผมรีบตะโกนเต็มกำลังเสียง ขอร้องให้เซียร์หยุดร้องเพลงล้อเลียนแต่เหมือนว่าเธอจะไม่ยอมรับฟัง !! เธอเพียงแต่...

    "บลา บลา บลาาา ไม่ได้ยินที่นายพูดเลยล่ะเอม่อนต์ ขอโทษนะขอร้องเพลงต่อ ลาาาา ลาลัลลาาาาาาาา ล้าาาาลัลล้าาาาาา~~~~~~~~~~~~"
    ปากเธอยังคงอ้าค้างร้องเพลงและส่งเสียงอันน่ารำคาญอยู่อย่างนั้น !!

    "โถ่ววว !! ให้ตายเถอะเซียร์ !! หยุดเดี๋ยวนี้นะยัยบ้าเอ้ย !!!! หยุดร้องเพลงเดี๋ยวนี้ !!!!"


    "ลาลัลลาาาาาาาาา~~~~~"


    "นี่ยัยบ้าาาา หยุดนะ !!! หยุดเถอะนะเซียร์ !! อย่างน้อยก็ขอให้ได้ตายพร้อมกันก็ดีกว่านะเซียร์ !!"

    {{แกรกกก}}


    เสียงของนิ้วหัวแม่มือกำลังกดตัวนกสับของปืนลูกโม่ลง ปืนกระสุนเงินพร้อมที่ยิงเต็มแก่แล้ว ณ วินาทีนี้ !!

    "เฮ้ยย !! เดี๋ยวอย่าพึ่ง !! นี่ยัยบ้าเซียร์ !! หยุดนะ !! ฉันยังไม่อยากเสียเพื่อนไปนะ !!!!!!!"

    จู่ๆผมก็พบว่าน้ำตามันมาคลอที่เบ้าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้... ไม่น่าเชื่อว่าตัวของผมจะรักและห่วงเพื่อนจอมงี่เง่าได้มากขนาดนี้ ไม่เชื่อเลยว่าคนอย่างเธอทำให้ผมเสียน้ำตาได้


    ปากของเซียร์ยังคงอ้าค้างไว้อยู่และไม่สนใจฟังคำพูดของผม

    "เน้ !!!!! เซียร์ !!!!"


    "ลาลัลลาาาาาาา---------------------"

    {{ปังงงง !!!!}}



    {{เฉือออกกกกก !!!}}


    กระสุนเงินพุ่งออกจากกระบอกปืนลูกโม่ด้วยความเร็ว 286 เมตรต่อวินาทีพุ่งเข้าที่กลางปากที่อ้าค้างไว้ของเซียร์เต็มๆ


    ลูกปืนทะลุคอหอยของเซียร์ออกไปจนเกิดเป็นรูโหว่ที่ช่องปากของเซียร์...


    แผลเหวอะหวะน่าสยดสยองเกิดขึ้นต่อหน้าของผม...กับเพื่อนคนที่ผมรักที่สุดในโลก


    เลือดไหลเอ่อล้นทั่วปากของเธอ...


    เลือดไหลท่วมปากของเซียร์...


    เลือดไหลเต็มไปหมด...


    เอ๋...เดี๋ยวก่อนนะ...เลือด ??


    เซียร์...ที่แท้ก็ใช้มุขนี้หรอ...

    To be continue...
    {{{RESURRECTION OF THE BLOOD}}}



    "I know why you want to bully me !! Because I'm so special right ?? Because I'm unique !! Because I'm better than you !! People don't like things that are better than them !!"

    Nicodemus Ywain


    {{Chapter 03}} coming soon

  2. #2
    NXT Rookie Jussaateen's Avatar
    เข้าร่วม
    Apr 2015
    ที่อยู่
    มิติเอลลาส
    โพสต์
    244

    Default

    สนุกมากครับ แถมคาดว่าตัวเองน่าจะมีบทในตอนหน้าด้วย (ลายเซ้นบอกอย่างนั้นคงใช่แหละ ถ้าไม่ใช่อย่างน้อยก็คงจะโผล่มาตอนท้ายพูดซักประโยคหนึ่งแหละมั้ง 5555)

    เอาเป็นว่าก็ขอติดตามและเป็นกำลังใจให้อีกคนนะครับผม สู้ ๆ นะครับ


    To The "Final of" Ellas : Chapter 28 "ผู้นำทั้งสอง"

    "พวกเขาเป็นตัวแทนของสหประชาชาติ.. ตัวแทนของอีกโลกหนึ่งครับ"

    COMING ... NOT SOON ( ͡° ͜ʖ ͡°)

    นามปากกา Yannapat D.S.

    รายชื่อตอนนิยายข้าพเจ้า(เว็บ WMW)

  3. #3

    Default

    Quote มาจาก Jussaateen View Post
    สนุกมากครับ แถมคาดว่าตัวเองน่าจะมีบทในตอนหน้าด้วย (ลายเซ้นบอกอย่างนั้นคงใช่แหละ ถ้าไม่ใช่อย่างน้อยก็คงจะโผล่มาตอนท้ายพูดซักประโยคหนึ่งแหละมั้ง 5555)

    เอาเป็นว่าก็ขอติดตามและเป็นกำลังใจให้อีกคนนะครับผม สู้ ๆ นะครับ
    ได้โผล่แน่ๆแต่ไม่รู้จะได้พูดป่าวนะครับ
    {{{RESURRECTION OF THE BLOOD}}}



    "I know why you want to bully me !! Because I'm so special right ?? Because I'm unique !! Because I'm better than you !! People don't like things that are better than them !!"

    Nicodemus Ywain


    {{Chapter 03}} coming soon

  4. #4

    Default

    เพิ่มความหน้าติดตามขึ้นไปอีก 55

    ---

    My Fiction Character

    " ไม่ใช่คนดี แต่พร้อมจะเสียสละ "-- ปีเตอร์ เมอร์ด็อก --
    " แก้แค้นให้พี่ชายของตน "-- แพทริเซีย เมอร์ด็อก --
    " หนีจากความตาย "-- เฟลิเซีย อัลคาซ่า วิลเลเบลล่า แห่งบิลเดมาริโอ องค์ที่ 14 --
    " ผู้ล่า "-- เคลลี่ อลาคอน เฮอร์โมเซอร์ดิเบลล่า แห่ง บิลเดมาริโอ องค์ที่ 8 --
    " หัวหน้าหน่วยนักเรียน " -- ไอซาวะ ริเอะ --
    " สีแห่งเพลิง " -- ไอซาวะ ยูอิ --

+ ตอบกระทู้

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts